หลายคนคงสงสัยว่าการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะมาเร็วกว่าปกติหรือเป็นแค่ชั่วคราว คำถามว่า Covid จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้จริงเหมือนช่วงน้ำท่วมเมื่อปี 53 ถ้าเราจำกันได้ในปีนั้นเราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่นานนักเพราะน้ำท่วมก็แค่ประเดี๋ยวเดียว คือประมาณแค่ 2 เดือน แต่โควิดจะทำให้คนทั้งโลกเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะกว่าวัคซีนจะมาถึงก็ประมาณอย่างน้อย 1 ปี หรือ 1 ปี 8 เดือนตามที่ทาง สสส. ได้คาดการณ์ไว้ นั่นหมายถึงการทำงานในระยะเวลา 1 ปีต่อจากนี้ไปจะเปลี่ยนโฉมหน้ากัน โควิดส่งผลกระทบในแง่ลบก็มีค่อนข้างมากก็จะไม่กล่าวถึง แต่แง่บวกเราพบว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่หลายประการ แต่เรามาดูเรื่องในแง่บวกกันดีกว่าว่าจะมีอะไร

- พฤติกรรมคน Work at Home ทำให้เกิดผลกระทบในเรื่องการเดินทางคมนาคม ซึ่งปกติถ้าเราเดินทางในกรุงเทพฯ ท่านก็ต้องเช็คว่ารถติดที่ไหนบ้าง เดี๋ยวนี้ปริมาณรถลดลงไปครึ่งหนึ่ง ข้อดีที่เกิดจากการจราจรติดขัดที่รัฐบาลไหนหรือผู้ว่ากรุงเทพมหานครคนไหนแก้ไม่ได้ก็สามารถแก้ไขได้แล้วเพราะคนที่จำเป็นต้องออกก็จะออกจากบ้านน้อยลง สิ่งที่ตามมาคือเรื่อง PM2.5 ก็จะลดลงตามลำดับด้วย การท่องเที่ยวที่ผลาญทรัพยากรธรรมชาติด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ทิ้งถุงพลาสติคตามชายหาดก็จะหายไปตามเงา เมื่อผู้คนสามารถประชุมกันออนไลน์ก็สามารถที่จะทำงานได้เหมือนกัน ปัญหาต่อมาก็คือ อุปสรรคของการทำงานออนไลน์ก็คือ เรื่องของเวลาการทำงาน ซึ่งดูเหมือนว่าบางคนจะทำงานไม่เป็นเวลา หรือบางคนบริหารเวลาเหมือนเดิม แต่ที่เน่ ๆก็คือเราลดเวลาจากการเดินทางไปทำงานได้อย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมงต่อวัน คราวนี้ปัญหาที่เรามักพบคือ บริษัทต่าง ๆ คงไม่สนใจว่าคุณจะทำงานอยู่บ้าน หรือแอบทำงานอื่นแล้วปิดกล้องตัวเองไม่ให้คนอื่นเห็น ดังนั้นท้ายสุดเทคโนโลยีด้านการทำงานก็จะถูกออกแบบใหม่ให้คนทำงานเป็นทีมมากขึ้น ถึงแม้ไม่เปิดกล้องแต่ก็ต้องเอาความเห็นของคุณขึ้นมาแชร์กับเพื่อนร่วมงานได้ ต่อไปโลกของการทำงานก็จะเปลี่ยนไป เพราะคุณสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก ดังนั้นการปรับตัวของโรงแรมก็จะเปลี่ยนเป็น Working at Hotel ก็คือ โรงแรมจะเปิดการจองห้องที่มากกว่ารายวัน แต่จะเป็นรายเดือนเพื่อให้คนมาทำงาน แต่โรงแรมจะต้องเตรียม infrastructure ที่เป็นสายอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงให้

- การศึกษาออนไลน์ ที่มหาวิทยาลัยต่างๆ คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะการสอนแบบ face-to-face ง่ายกว่า ตอนนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ถ้าท่านสังเกตจะมีคนหน้าตาใหม่ ๆ ออกมาทำ Facebook Live มากมาย ซึ่งสมัยก่อนกว่าจะเชิญคนที่เก่ง ๆ ออกมาพูดในที่สาธารณะเป็นเรื่องยากมาก ส่วนนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป บางคนออกมาพูดเพราะอยากจะช่วยเหลือสังคมเพราะโควิด บางคนออกมาพูดเพราะถ้าไม่ทำก็จะไม่มีสปอนเซอร์เข้ารายการตนเอง ตอนนี้เราคิดว่ามหาวิทยาลัยต่างประเทศก็คงเตรียมบุกมาสอนคนไทยถึงห้องนอน แต่ความจริงยังมี Barrier อีก เช่น ภาษา และ โซนเวลา การสอนทักษะ ไมว่าคุณอยากจะเรียนต่างประเทศคุณก็ยังต้องพูดหรือสนทนาภาษาอื่น อันนี้แหละครับถ้าเรามาดูว่าเทคโนโลยีปัจจุบันช่วยได้หรือเปล่า ตอนนี้ก็มีบริษัท Microsoft ก็มีล่ามแบบ Real time แปลภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาอังกฤษ ต่อไปก็คงมีภาษาไทยถ้ามีคนยอมลงทุนกับการเขียนโปรแกรม มาถึงเรื่องโซนเวลาอาจารย์ทั้งในและต่างประเทศอาจจะต้องเปลี่ยนเวลาทำงานของตนเอง กลางคืนของสหรัฐอเมริกาอาจจะเป็นกลางวันของเมืองไทยถ้าเขาต้องการจับตลาดคนในเอเซีย คำถามก็กลับมาว่าคนไทยจะไปสอนนักศึกษาที่อยู่สหรัฐได้หรือไม่ ตรงนี้ก็คงต้องกลับมาปรับเรื่องเนื้อหาที่คนไทยถนัดแล้วคนต่างประเทศอยากมานั่งเรียนกับเรา เราคงไม่ไปสอนเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงให้คนสหรัฐได้เรียนกัน ส่วนที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ทักษะ ทุกวันนี้การเรียนออนไลน์ยังติดปัญหาเรื่องทักษะที่ผู้เรียนต้องฝึก ถ้าเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศก็ง่ายครับ นักศึกษาก็โปรแกรมออนไลน์ได้เลย ในขณะที่ทักษะอย่างอื่น เช่น ทักษะการทำอาหาร ทักษะการว่ายน้ำ ทักษะการซ่อมเครื่องจักรจะสอนกันอย่างไรออนไลน์ อันนี้ต้องกลับมาดูเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยด้านนี้ เช่น ในอนาคตอาจจะมีกล้อง 360 องศาที่ผู้เรียนสามารถดูได้ทุกมุม การมี remote maniputation การควบคุมทางไกลหรือ มีการใช้เซนเซอร์เช่น Kinect ในการดูท่าทางการทำงานต่าง ๆ ออนไลน์ หรือแม้แต่การควบคุมการใช้หุ่นยนต์ในการทำ Lab ทางไกล

- โลกของการซื้อขายของ ในอดีตเรามักจะใช้เงินสดในการซื้อขายหรือเห็นของจริง แต่เดี๋ยวนี้เราเริ่มเชื่อคนที่เป็น Reviewers หรือ Bloggers ในการซื้อของที่เราไม่เคยจับต้องได้มาก่อน ต่อไปโลกของการซื้อขายจะไม่ได้เกิดจาก Reviewers แบบมืออาชีพแล้ว จะเป็น Reviewers จากการใช้งานจริงผ่านการอัดวีดีโอเพราะผู้บริโภคชินกับการออกหน้าออกตาตัวเองบนกล้อง การใช้จ่ายผ่านเงินสดอาจจะหมดความหมายและถูกแทนที่ด้วย Digital banking รวมถึง QR code และการปรับตัวของ Supply chain จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การสร้างตลาดซื้อขายแบบใหม่จะไม่ได้พึ่ง Monopoly เหมือนซื้อของจากแมคโคร หรือโลตัสเหมือนเดิมเพราะกลุ่มที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คือกลุ่ม Delivery เช่น ไปรษณีย์ Kerry การตลาดสามารถส่งผ่านจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคได้โดยตรง การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยไม่ใช้เงินอาจจะกลับเข้ามา เช่น ชาวเขาอยากได้ปลา หรือชาวประมงอยากได้ข้าวก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านโอนเงินผ่านธนาคารหรือผ่าน Lazada เพียงแต่เราเสริมระบบ Blockchain เข้าเชื่อมโยงความเชื่อมั่นในสินค้า เศรษฐกิจก็จะเป็นลักษณะไม่ต้องพึ่งตลาดกลางเหมือนสมัยปัจจุบัน
ที่กล่าวว่าก็เป็นสิ่งเราเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็วในช่วงนี้ ดังนั้นจุดสำคัญก็คือการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูล ถ้าท่านยังทำงานแบบสไตล์เก่า ๆ อยู่ก็น่ากลัวอยู่ว่าเราอาจจะตกงานในอนาคตอย่างที่เราเห็นห้างสรรพสินค้าเลิกจ้างพนักงานแบบฉับพลัน แต่ถ้าท่านเรียนรู้ที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีแบบใหม่ และการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยเศรษฐกิจพอเพียงท่านก็สามารถอยู่รอดได้ การเข้าถึงข้อมูลก็เป็นส่วนสำคัญเพราะถ้าเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ก็จะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จะเกิดในอนาคต
HimChitchat