
วันแรกของการสอนครูทุกคนคงจะกระวนกระวาย ในกระเป๋าเป๋ก็ให้เตรียม Sticky notes ปากกาเขียนไวท์บอร์ด(อันนี้ดีมากครับเพราะปกติปากกามักจะแห้ง ดินสอสามแท่งสำหรับนักเรียนที่ชอบลืม ปากกาไฮท์ไลท์ ที่มีสีเขียวสำหรับไฮท์ไลท์สิ่งที่ดีและสีแดงคือสิ่งที่อยากจะให้นักเรียนปรับปรุง ขวดน้ำเปล่าและลูกอมแก้ไอ
เสื้อที่ใส่ก็อยากให้ใส่เสื้อที่สนุกๆ เช่น อาจจะเป็นเสื้อยืดที่มีเขียนคำว่า Science Rocks หรือคุณทำเสื้อยืดเองก็ได้ ตอนไปสอนก็ให้สำเนาเรื่องที่จะสอนไว้ก่อน ไม่ควรที่จะสำเนาก่อนสอนในตอนเช้า เวลาเก็บไฟล์งานก็ให้เก็บในโฟลเดอร์แบบครึ่งเทอม โฟล์เดอร์ตามรายวิชา โฟล์เดอร์ตามความรับผิดชอบ โฟล์เดอร์สอนแบบกลุ่ม มีทริปว่าอย่าเก็บโฟล์เดอร์ที่ไฟล์และภาพบน USB stick กับงานเพราะอาจจะโดนไวรัสได้
NQTs แรกๆ ผมก็สงสัยว่าย่อมาจากอะไร จริงๆ ก็คือ Newly qualified teacher ก็คือครูใหม่ที่ต้องผ่านการฝึกสอนภายใน 12 เดือน โดยต้องมีลายเซ็น ระบบนี้ใช้ในประเทศอังกฤษ ซึ่งครูจะต้องเก็บ NQT evidence ต่างๆ ก็คือมีทริปแนะว่าจะต้องเก็บหลักฐานทุกๆ สองสัปดาห์ ใช้ช่วงบ่ายวันศุกร์ในการเก็บ ซึ่งหลักฐานที่พูดถึงก็คือ การบันทึกสิ่งที่สังเกตในห้องเรียน ไฮไลท์สิ่งสำรหับที่จะปรับปรุงการสอน ให้จดสิ่งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่จะต้องใช้หรือสร้าง และมีตารางวิเคราะห์ความก้าวหน้าของผู้เคียน
การบริหารจัดการเวลาก็เหมือนการทำพิชซ่าครับ ให้แบ่งว่ามีงานอะไรบ้าง เช่น งานวางแผน งานตรวจการบ้าน การดูอีเมลล์ งานกิจกรรมนอกห้องเรียน สมดุลย์ระหว่างงานกับชีวิต ผู้เขียนก็ให้เราวาดลงบน pizza แบ่งอัตราส่วนกันเลยครับ
การเริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ครูอาจจะต้องมีวิธีการสร้างแรงบันใจให้กับผู้เรียน จับประเด็นสิ่งที่น่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม เฉพาะนั้นจึงมีกิจกรรมเริ่มต้นให้กับทุกวิชาที่เขาเรียกว่า Good starter เวลาเราคิดกิจกรรมก็ให้เขาจดไว้ว่าเราเห็นอะไร เห็นเมื่อไหร่ แล้วจะทำให้มีผลกระทบในการสอนอย่างไร เช่น เราเห็นการ warm up ก่อนที่จะเข้าบทเรียน หรือนำของอะไรมาแสดงก็จะทำให้นักเรียนรู้สึกอยากเรียนและมีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะต้องมี inspire, grab, introduce, engage ผู้เขียนพูดถึงการจด Wow factor คืออะไรที่สามารถดึงความสนใจนักเรียนได้ เช่น ถ้าเป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์อาจจะเริ่มด้วยการผสมสารเคมีให้เด็กดู หรือ เปิดสไลด์ประมาณ 7 แผ่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ ผู้เขียนให้สะสม wow factor ไอเดียลงในหนังสือครับ
เราอาจจะหากล่องเปล่าแล้วข้างในก็ใส่แผนการ สิ่งของ หรือคำถามที่จะทำให้มีส่วนร่วมกับผู้เรียน เช่นคำศัพท์สั้นๆ ของ Bloom taxzonomy เช่น การจำ เข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมินและสร้างสรรค์ จะมีคำศัพท์ย่อยๆ ของ bloom ที่ช่วยให้เราไปตั้งคำถามเด็กได้
การใช้บทบาทสมมุติในการสอน
บางครั้งแล้วครูอาจจะต้องใช้บทบาทสมมุติในการทำให้นักเรียนมีส่วนร่วม ซึ่งในชั้นประถม ครูสามารถแต่งตัวเป็นกัปตันเพื่อสอนเกี่ยวกับประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง หรือแต่งตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องสำหรับสอนเคมี อันนี้ผมเคยเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งใส่ชุดไดโนเสาร์มาสอนเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการสอนที่ต้องไม่ล้าสมัยเหมือนไดโนเสาร์ให้กับนักศึกษาคณะครุศาสตร์
สิ่งที่ทำให้จดจำ Delivery Assembly นั้นมีด้วยกันสามหลักคือ 3M คือ Memorable, Meaningful และ Message คือ เลือกวิธีการที่ทำให้คนจำได้ เช่น shock หรือ surprise เลือกหัวข้อการเรียนรู้ที่มีความหมาย มีความหมายและ สื่อสารให้ชัดเจนว่ากำลังคุยเรื่องอะไร ยกตัวเย่างเช่น ครูอาจจะเอากระป๋องอาหารสุนัขแล้วใส่อาหารคนลงในกระป๋องแทน แล้วเปิดกระป๋องชิมให้ดู เพียงแค่นี้คุณก็สามารถช็อคนักเรียนได้
20 สิ่งที่ใช้ Sticky notes
ผู้เขียนยกตัวอย่างไอเดียในการใช้ Sticky note ในห้องเรียนได้แก่
- ใช้เขียนบทเรียนด้วยคำถาม
- ใช้เขียนคำสำคัญที่จะใช้บนกระดานดำ
- จดสิ่งที่จำได้จากบทเรียนครั้งที่แล้ว
- เขียนคำพูดที่เด่นและทำให้เกิดการอภิปรายที่น่าสนใจ
- ใช้ sticky notes สีในเขียนข้อดีและข้อเสีย
- ใช้ sticky notes เหมือนไฟจราจรบนโต๊ะหรือคอมพิวเตอร์
- ใช้เป็น exit ticket สำหรับเก็บ feedback ของนักเรียน
Extra curricular เป็นกิจกรรมที่ครูที่มีแรงบันดาลใจอยากจัดนอกชั้นเรียน เช่น การทำหนังสือการ์ตูน การทำหนัง งานศิลปะ อันนี้ผมว่าก็เป็นไอเดียที่ดีครับเพราะบางทีกิจกรรมเล็กๆ แต่ทำแล้วได้ผลก็สามารถจัดนอกหลักสูตรได้
ในประเทศอังกฤษจะมี Inspector เข้ามาเยี่ยมชม ในเมืองไทยก็คงเป็นศึกษานิเทศน์ ผู้เขียนบอกว่าตอนที่เขามาสังเกต เราไม่ควรกระวนกระวายใจ เตรียมเครื่องมือสอนให้พร้อม ทั้งเรื่องของแผนการสอน Todo list เช็คเอกสารต่างๆ ซึ่งผู้เขียนให้เน้นเรื่องของอะไรที่ผู้เรียนสามารถทำได้ในห้องเรียนมากกว่าการแสดงการสอนของครู ผู้เขียนให้แนวทางสามอย่างคือ
- Progress คือ ความก้าวหน้าโดยการจัดกิจกรรมที่แตกต่างสำหรับผู้เรียนทุกคนเพื่อเพิ่มโอกาสและความท้าทาย
- Engagement คือ การมีส่วนร่วมของผู้เรียน อันนี้ผู้เขียนและนำว่า ถ้าเราไม่รู้จะทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างไรเราก็พยายามที่จะหาไอเดียและแรงบันดาลใจจากคนที่สอนเก่ง
- Differentiation คือ การช่วยเหลือครูคนอื่นหรือให้ครูคนอื่นมาช่วยเรา เช่นเราอาจจะได้รับ feedback จากศึกษานิเทศน์ในเรื่องที่ดีและไม่ดี ดังนั้นเราอาจจะเขียน action to take ว่าจะทำอะไรต่อไป
การจัดการกับ feedback ที่ยาก
บางครั้งครูอาจจะเจอปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการสอนจากผู้เรียน เราอาจจะถามตัวเองว่าอะไรที่เราสอนแล้วดี และอะไรที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก อันนี้แหละครับที่เรียกว่า Constructive feedback
Reflection time เราควรให้เวลาในการสะท้อนการเรียนรู้กับผู้เรียนโดยจะมีสี่ส่วนด้วยกันคือ วางแผน สอน ประเมิน และสะท้อนการเรียนรู้ ดังนั้นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ หรือ Assessment for Learning ที่เรียกย่อๆ ว่า AFL ถ้าพูดเป็นภาษาง่ายๆ คือ การช่วยทำให้ผู้เรียนไปด้านหน้าและทำให้เกิดการพัฒนา ปกติแล้วเราจะไม่บอกผู้เรียนว่าอะไรผิดหรืออะไรที่เขาต้องทำ แต่ให้ใช้เทคนิคคือ
- ตั้งคำถามที่ท้าทายผู้เรียน
- ให้ constructive feedback คือ อะไรที่ทำได้ดีและจะทำได้ดียิ่งขึ้นถ้า….
การติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน ครูอาจจะทำตารางและก็ track ความก้าวหน้าของผู้เรียนรายบุคคล เป็นตารางโดยใช้เขียน ชื่อผู้เรียน เป้าหมายของการเรียน เกณฑ์ที่จะครอบคลุม และกิจกรรมในการแก้ปัญหาของคนที่ตามไม่ทันเพื่อนในห้องเรียน
มีบางครั้งที่ครูต้องโทรไปรายงานผลการเรียนที่บ้าน ก็ไม่ควรแค่รายงานสิ่งที่ไม่ดี ครูอาจจะหานักเรียนที่มีด้านบวกสักห้าคน ส่วนถ้าเป็นด้านลบก็ให้ใช้โมเดลการให้ feedback แบบแฮมเบอร์เกอร์ ก็คือ เริ่มจากขนมปังด้านบนของแฮมนะครับ ก็พูดถึงสิ่งที่ดีเกี่ยวกับลูกเขา ส่วนกลางหรือเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ ให้พูดถึงพื้นที่ในการพัฒนาตัวลูกเขาโดยเฉพาะในห้องเรียน ส่วนท้ายสุดหรือขนมปังฐานของแฮมให้พูดถึงสิ่งชี้นำให้ลูกเขาพัฒนา เช่น อาจจะเลื่อนเก้าอี้เด็ก ให้เด็กจดบันทึกโน๊ตเมื่อครูสอน
สิ่งหนึ่งในการพัฒนาการสอนของตนเองที่ผู้เขียนแนะนำคือ การไปสังเกตว่าชั้นเรียนอื่นสอนอย่างไร ให้จดว่าเราจะพัฒนาเรื่องอะไร ใครที่เราจะไปสังเกตการณ์ และ วิชาและวันที่สังเกต
การใช้ Twitter เพื่อทำให้ครูพัฒนาให้ทันกับโลก หรือค้นหาไอเดียใหม่ๆ ในการสอน หรือแชร์ไอเดียกัน แต่ก่อนที่จะ twit ให้ถามกฎการใช้ social media ก่อน เราสามารถใช้ twitter โดยการหาจากครูคนอื่นและติดตาม การใช้ twitter อาจจะทำ hastag กับงานการสอนของครูก็ได้ เช่น #Monday ส่วนเนื้อหาผู้เขียนก็แนะนำให้ sketch บางอย่างที่ครูเจอในกระเป๋า บางอย่างที่สร้างสรรค์ บางอย่างที่ธรรมชาติ บางอย่างที่อยู่บนโต๊ะ เพียงแค่นี้ก็มีเรื่องราวที่สามารถ twitt ได้
การตั้งเป้าเพื่อพัฒนาสายอาชีพ
ผู้เขียนบอกให้คุยกับ mentor หรือ ผู้จัดการสายงานเพื่อที่จะตั้งเป้าหมาย เช่นอาจจะตั้งไว้สามเป้าในปีนี้ แล้วก็จดโน๊ตทักษะที่จะพัฒนาในปีนี้ ยกตัวอย่างเช่น อยากจะพัฒนาการประเมินแบบพัฒนา หรือ formative feedback ก็ให้เขียนลงไป และควรตั้งเป้าหมาย 5, 10 หรือ 15 ปีข้างหน้า ซึ่งท้ายสุดคำว่าปลายทางอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็น ผอ.โรงเรียนแต่อาจจะเป็นผู้นำด้านใดด้านหนึ่งก็ได้
ข้อสังเกตจากหนังสือ
- เราสามารถใช้เครื่องมือ เช่น Sticky note มาใช้ทำหลายหอย่าง ถ้าเราสร้างสรรค์และประยุกต์เป็น
- เครื่องมือที่ใช้ประเมินและพัฒนาผู้เรียนก็สามารถนำมาใช้พัฒนาตัวเราได้ด้ว และสามารถนำไปใช้กับสถานการณ์ต่างๆ เช่น คุยกับผู้ปกครองเด็ก
- มองสิ่งที่เป็นปัญหาให้เป็นทางบวก สร้าง Constructive feedback ที่ให้กำลังใจตัวเรา หรือผู้เรียน
- ให้เขียน ระดมสมองและจดบันทึก สิ่งนี้จะพัฒนาผู้สอนได้
- หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงการใช้ชีวิตด้วยมากกว่าแค่ทางเทคนิค เช่นการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน การเตรียมตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ต่างๆ