
หนังสือเล่มนี้แต่งโดย ฮันส์ โรสลิ่งและครอบครัว ที่ บิล เกตส์ ซื้อแจกนักศึกษาจบใหม่ทุกคนในอเมริกา และแปลไปกว่า 36 ภาษา มียอดขายไปแล้วกว่า 1 ล้านเล่ม ผู้เขียนได้ก่อตั้งมูลนิธิแกบไมน์เดอร์ โดยมีเป้าหมายกำจัดความไม่รู้ ด้วยการให้ภาพของโลกที่สร้างขึ้นจากข้อเท็จจริง สาเหตุที่ผมอยากจะมารีวิวหนังสือเล่มนี้เพราะ ตัวหนังสือใช้สถิติและกราฟจำนวนมากในการอธิบายข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นวิธีขจัดความเข้าใจผิดหรือความเชื่อที่เราเคยมีมาก่อน
ผู้เขียนให้หลักการเรื่องความเชื่อของคนไว้ทั้งหมด 10 อย่างโดยหลักแรกคือ
- สัญชาตญาณแห่งการแบ่งแยก มีความเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับโลกแบ่งออกเป็นสองส่วน คือโลกตะวันตกและโลกตะวันออก คนหลายคนมักเชื่อว่าโลกตะวันตกมีชีวิตที่ดีกว่าโลกตะวันออกเพราะ โลกตะวันตกประชากรมีลูกน้อยกว่าและมีจำนวนเด็กที่ตายน้อยกว่า ผู้เขียนโชว์แผนภาพที่เป็นฟองอากาศแล้วพบว่าจริง ๆแล้วที่เขาแบ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วกับกำลังพัฒนา จริงๆ มีประเทศที่อยู่ระหว่างกลางซึ่งมีจำนวนมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ถึง 75% เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไม่จน ไม่รวย เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ว่าการแบ่งเป็นสองกลุ่มนั้นไม่จริง ผู้เขียนแนะนำให้แบ่งระดับรายได้เป็น 4 ระดับ โดย
- ระดับที่ 1 เริ่มต้นด้วยมีเงิน 1 ดอลลาร์ต่อวัน มีลูก 5 คนต้องถือถังพลาสติกเดินเท้าเปล่าไปตักน้ำจากหลุมโคนสกปรก หนึ่งในลูกเสียชีวิตลงเพราะทำอาหารจากควันไฟ มีคน 1 พันล้านคนที่มีชีวิตอยู่แบบนี้ เอธิโอเปีย คองโก
- ระดับที่ 2 กลุ่มนี้ประชากรมีรายได้วันละ 4 ดอลลาร์ มีเงินซื้อพืชผักที่ไม่ได้ปลูกเอง มีรถจักรยานและถังพลาสติกใช้ มีเตาแก๊ส ไฟฟ้า มีคน 3 พันล้านคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ ประเทศปากีสถาน เกาหลีเหนือ
- ระดับที่ 3 คนกลุ่มนี้ทำหลายงาน ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง มีรายได้ 16 ดอลลาร์ต่อวัน มีตู้เย็นสำรองอาหร ทำอาหารที่ไม่ซ้ำเดิมได้แต่ละวัน มีเงินซื้อจักรยานนต์ มีลูกสองคนเรียนมัธยมปลาย สามารถพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อน ประชากรกลุ่มนี้มี 2 พันล้านคน ประเทศไทย และจีน อยู่ในกลุ่มระดับสาม
- ระดับที่ 4 มีรายได้ 32 ดอลลาร์ต่อวัน เป็นผู้บริโภคที่ร่ำรวย ได้ร่ำเรียนมากกว่า 12 ปี นั่งเครื่องบินไปเที่ยวพักผ่อน กินข้าวนอกบ้านเดือนละครั้งและมีรถยนต์ไว้ใช้ กลุ่มนี้มีประชากรอยู่ 1 พันล้านคน ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ อยู่ในระดับที่ 4
สัญชาตญาณแห่งการแบ่งแยกทำให้เราเห็นรอยแตกแยกในที่ที่มีความต่อเนื่อง ดังนั้นผู้เขียนแสดงเรื่องค่าเฉลี่ยของกราฟคะแนนคณิตศาสตร์ระหว่างผู้ชายและหญิง ถ้าดูกราฟแบบธรรมดาจะหลอกตาว่าผู้ชายได้คะแนนคณิตศาสตร์สูงกว่าผู้หญิง แต่ถ้ามาดูจริงๆในกราฟแบบระฆังคว่ำจะพบว่าทั้งสองมีคะแนนใกล้เคียงกันมาก ถ้าดูคะแนนคณิตศาสตร์ระหว่างเม็กซิโกกับอเมริกาก็พบว่า สหรัฐมีค่าสูงกว่าแม็กซิโกมาก แต่ถ้ามาดูภาพระฆังคว่ำก็จะเห็นค่าที่ overlap หรือซ้อนกัน แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทับซ้อนกันและไม่มีช่องว่างที่แบ่งแยกกันเด็ดขาด
- สัญชาตญาณแห่งการเป็นลบ ในส่วนนี้จริงๆ แล้วโลกเรามีสถิติที่ดีขึ้นหลายอย่าง เช่น อายุเฉลี่ยของคนสูงขึ้นเป็น 72 ปี การใช้แรงงานเด็กที่ลดลง สารทำลายโอโซนที่ลดลง ธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ จำนวนบทความวิชาการเพิ่มขึ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ทมากขึ้น จำนวนเด็กผู้หญิงที่ได้เรียนประถมศึกษามากขึ้น คนส่วนใหญ่มักจะคิดในแง่ลบ ได้มีสถิติสำรวจของคนในสหรัฐพบว่าจำนวนอาชญากรรมมีมากหรือน้อยกว่าปีข้างหน้า ปรากฎว่ามันสวนทางกลับความเป็นจริง นักข่าวมักจะใช้ตรงนี้ เพราะข่าวดีไม่เป็นข่าว เพราะฉะนั้นเวลาได้ยินข่าวไม่ดี ให้ถามตัวเองว่าข่าวดีมาถึงคุณเท่าไหร่
- สัญชาตญาณแห่งเส้นตรง
บทนี้ทำให้ผมนึกถึง Linear regression ที่เป็นเส้นตรงเฉียงขึ้นบนกราฟเลยครับ ที่เราใช้ในการทำนายอนาคต หรือผลทางการตลาด ความเข้าใจผิดหลายอย่างเกี่ยวกับประชากรจะล้นโลกเพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรจะเป็นเหมือนกราฟที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จริงๆแล้วจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เพราะจำนวนเด็กหรือจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่เป็นจำนวนผู้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นต่างหาก ซึ่งผู้ใหญ่ก็คืออายุตั้งแต่ 15-74 ปี ความจริงก็คือ เด็กมีจำนวนน้อยลง สาเหตุที่มีจำนวนน้อยลงเพราะโลกจัดสมดุลกับธรรมชาติ ในสมัยสมดุลเดิมพ่อแม่รุ่นปู่ย่าที่ยากจน มีลูกมากเพื่อนำไปใช้เป็นแรงงาน ครอบครัวหนึ่งก็มีลูก 7-8 คน แต่พอมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นก็มีการจัดสมดุลใหม่ ก็พ่อแม่ก็จะมีลูกแค่ 2 คน บทนี้น่าสนใจในของกราฟ
- กราฟที่เป็นเส้นตรงนั้นก็มีจริง เช่น ระยะเวลาศึกษาในโรงเรียนเฉลี่ยก็เป็นเส้นตรง ร้อยละของรายได้ที่ใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน อันนี้ก็จริงครับคนกรุงเทพฯ พอมีรายได้ก็จะใช้เงินเพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น
- โค้งตัวเอส ที่โค้งจะราบเมื่อเข้าระดับที่ 3 และ 4 เพราะทุกคนมีสิ่งนี้หมดแล้ว เช่น ร้อยละของบ้านที่มีตู้เย็น ร้อยละของเด็กอายุ 1 ปีที่ได้วัคซีน ร้อยละของผู้ใหญ่ที่อ่านเขียนได้
- กราฟโค้งลง กราฟนี้คล้ายม้าลื่นในสนามเด็กเล่น เช่น ราคาวัคซีนช่วงแรกจะแพงแล้วกราฟก็ลงเพราะมีราคาจะถูกลง
- กราฟโค้งขึ้น กราฟนี้คล้ายกับโค้งระฆังคว่ำ หมายถึงจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางมาก เช่น จำนวนของคนที่มีฟันผุ เพราะในประเทศที่ยากจน คนก็ไม่มีน้ำตาลทาน แต่ประเทศที่รวยแล้วคนก็เข้าใจเรื่องสุขภาพจึงทานน้ำตาลน้อยลง แต่ประเทศระดับกลางๆ ก็ทานน้ำตาลมาก
- เส้นทวีคูณ ก็คือกราฟยกกำลังสอง อันนี้ก็เปรียบกับประเทศและระดับ ประเทศที่ร่ำรวยมากก็จะมีร้อยละของรายได้ที่ใช้จ่ายกับการเดินทางก็มีมากกว่าประเทศรายได้น้อย
- สัญาชาตญาณแห่งความกลัว
ผู้เขียนเล่าถึงความกลัวต่างๆ จากภัยธรรมชาติ เครื่องบินตก ส่วนนี้จะมีผู้เสียชีวิตน้อยลงถ้าทุกประเทศยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือประเทศที่อยู่ในระดับ 1 เช่นบังคลาเทศ ที่เขาไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการแก้ปัญหา ในเรื่องความกลัวของสงครามจากสถิติก็พบว่ามีจำนวนน้อยลงซึ่งสงครามที่มีผู้เสียชีวิตใหญ่ๆ ก็คือสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ความกลัวจากการปนเปื้อนทั้งนิวเคลียร์และยาฆ่าแมลง (chemophobia) ซึ่งในด้านนิวเคลียร์ในเหตุการณ์ล่าสุดที่จังหวัดฟุกุชิมะของคลื่นสึนามิทำให้มีผู้เสียชีวิต 18,000 รายแต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้ตายเพราะนิวเคลียร์รั่วไหล ความกลัวจากการก่อการร้ายก็น้อยลง ผู้เขียนเล่าว่าจริงๆแล้วเราต้องแยกให้ออกระหว่างความกลัวและอันตราย เพราะสิ่งที่น่ากลัวคือสิ่งที่เรารับรู้แต่สิ่งที่อันตรายคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
- สัญชาตญาณแห่งขนาด การตระหนักถึงตัวเลขเดี่ยวๆ จากข่าวอาจจะทำให้ดูน่าทึ่ง เช่น ไข้หวัดหมูกับวัณโรค จะพบว่าสื่อมักจะลงข่าวไข้หวัดหมูมากกว่าวัณโรค ทั้งๆ ที่ผู้เสียชีวิตจากวัณโรคถึง 63,066 คน ดังนั้นเวลาที่จะคิดถึงสัดส่วนการคิดที่ถูกให้ใช้กฎ 80/20 ยกตัวอย่างเช่น น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ เป็นพลังงานที่โลกให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับพลังงานทั้งหมด เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ น้ำ นิวเคลียร์ ลม พลังแสงอาทิตย์ อื่นๆ อีกเทคนิคหนึ่งคือ การหารตัวเลข เช่น จำนวนเด็กในฮ่องกง หารด้วยจำนวนโรงเรียนในฮ่องกง อีกวิธีคือการคำนวณโดยใช้ต่อคน เช่น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศของประเทศจีนและอินเดียมากกว่าสหรัฐอเมริกา แต่จริงๆแล้ว ถ้ามานับเอามาเทียบต่อคนแล้วจะน้อยมาก ซึ่งอันนี้ก็ได้ข้อคิดที่ดีว่าไม่ใช่ประเทศที่มีประชากรน้อยสามารถที่จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่าไหร่ก็ได้
- สัญชาตญาณแห่งการเหมารวม อันนี้ก็คือการตระหนักรู้เมื่อมีการใช้กลุ่มเพื่ออธิบาย อันนี้ผมสามารถอธิบายได้ เช่น นักศึกษาไทยที่ไปเรียนอังกฤษ อาจจะถูกเหมารวมว่าเป็นนักศึกษาจีนที่นำเชื้อไวรัสโควิค 19 เข้าไประบาด ทำให้คนอังกฤษคิดเหมารวมว่ามาจากประเทศเดียวกัน จริงๆ นั้นไม่ใช่ วิธีการแก้ปัญหาคือ มองหาความแตกต่างภายในกลุ่ม ทำให้กลุ่มมีขนาดเล็กลง จำเพาะมากขึ้น หรือมองหาความเหมือนระหว่างกลุ่ม
- สัญชาตญาณแห่งโชคชะตา อันนี้ไม่ได้หมายถึงดวงนะครับ แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ในสมัยก่อนประเทศทางเอเซียโดยเฉพาะจีนมีฐานะยากจน แต่ปัจจุบันความเชื่อนั้นๆ ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ลักษณะเดียวกันผู้เขียนเชื่อว่าต่อไปประเทศแอฟริกาก็จะพ้นจากความยากจนได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ การปรับความรู้ให้ทันสมัย คุยกับคุณปู่ในเรื่องค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง การเก็บตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
- สัญชาตญาณมุมมองด้านเดียว คนที่มีความเชี่ยวชาญมักจะมีข้อจำกัด เปรียบเสมือนเรามีฆ้อนแต่ถ้าเราหาประแจมาก็จะทำให้เราเห็นมุมมองอีกด้านได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศคิวบาเป็นประเทศที่มีคนสุขภาพดีที่ยากจนที่สุด ในขณะที่ประเทศสหรัฐเป็นประเทศที่รำ่รวยที่สุขภาพแย่ที่สุด สาเหตุเป็นเพราะรัฐบาลคิวบาได้ส่งเสริมเรื่องสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน ในขณะที่ประเทศสหรัฐอมเริกา คนที่รวยที่มีประกันไปพบแพทย์มากเกินความจำเป็นในขณะที่คนยากจนไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่ง่ายและไม่แพงทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร อันนี้ก็ไปโยงเรื่องประชาธิปไตยได้ว่า ประชาธิปไตยก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาทางสังคมทั้งหมด ไม่มีตัวชี้วัดตัวเดียวที่จะวัดความก้าวหน้าของประเทศโดยรวมได้ ความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้นมาก
- สัญชาตญาณแห่งการตำหนิ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นคนเรามักจะหาคนทำผิดหรือแพะรับบาป ในความเป็นจริงเราต้องมาหาสาเหตุ ไม่ใช่ผู้ร้าย ตัวอย่างที่ผู้เขียนยกก็คือเรื่องการลี้ภัยของผู้อพยพ 4,000 คนที่เสียชีวิตจากการจมน้ำในทะเลเมติเตอร์เรเนียน คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าผู้ร้ายของเรื่องคือคนที่ลักลอบหลอกครอบครัวให้จ่ายเงิน 1,000 ยูโรต่อคนเพื่อให้ไปติดอยู่บนเรือแพยาง แล้วเราก็มีคำถามว่าทำไมผู้ลี้ภัยจากซีเรียไม่เดินทางไปทางเครื่องบินหรือเรือขนส่ง เพราะสายการบินไม่ให้ขึ้นเครื่องเพราะคำสั่งสภายุโรปในปี 2001 ซึ่งเรามักจะหาคนผิดแต่เราแทบจะไม่เคยส่องกระจกดูตัวเราเองเลยว่า นโยบายการอพยพทำให้คนเสียชีวิต ผู้เขียนก็พูดถึงเรื่องของนโยบายของวีรบุรุษเหมาเจอตุงที่คุมกำเนิดประชากรจีนให้มีบุตรได้หนึ่งคน ผู้เขียนเล่าว่าจริงๆ เราไม่สามารถบังคับใครให้ทำอย่างนั้นได้จริงหรอก แต่เป็นเพราะระบบสังคมที่จะสร้างสมดุลมากกว่า เพราะฉะนั้นอย่าเชื่อว่ารัฐบุรุษสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ได้
- สัญชาตญาณแห่งความเร่งด่วน ให้ระวังในเรื่องการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ผู้เขียนเล่าถึงตอนที่ไปนำเสนอกราฟเรื่องภาวะโลกร้อนให้กับรองประธานธิบดีสหรัฐ แอลกอร์ แล้วทางแอลกอร์ต้องการเสนอกราฟที่ทำให้รู้สึกว่าทุกคนต้องมารีบแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเร่งด่วน แต่ในความเป็นจริงเราต้องวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบครอบ ซึ่งเราก็รู้ๆกันอยู่แล้วว่าประเทศที่พัฒนาแล้วระดับที่ 4 เป็นประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะที่สุด เช่นเดียวกันกับการตัดสินใจปิดถนนทางเข้าออกเพื่อป้องกันโรคระบาด จำเป็นต้องหาข้อมูลอย่างรอบครอบ เพราะการตัดสินใจที่เร่งด่วนเพราะความกลัวอาจจะทำให้ได้รับผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นผู้เขียนแนะนำว่า ให้พักหายใจแล้ววิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้องก่อนจะกระทำ ยืนยันในข้อมูลโดยเฉพาะให้ระวังข้อมูลที่ไม่แม่นยำ และให้ระวังนักทำนาย เพราะการทำนายอนาคตใด ๆ ล้วนไม่แน่นอน และสุดท้ายให้ระวังการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ให้ถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ
ข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้
- เรามักจะบ่นว่า ประเทศเราแย่ ประเทศเราเศรษฐกิจไม่ดี ผู้นำไม่ดี แต่จริงๆแล้วโลกเราดีขึ้นทุกวัน เราควรสอนลูกหลานให้มีความคิดสองด้านพร้อมกันว่ามีสิ่งที่ไม่ดีและดีอยู่ในโลกใบนี้
- เราควรสอนลูกหลานว่าชีวิตความเป็นอยู่ในอดีตเป็นอย่างไร เรามีชีวิตที่สุขสบายกว่ารุ่นปู่ย่าตายายมาก
- เราควรสอนลูกหลายของเราว่า ประเทศในโลกแบ่งเป็นระดับสุขภาพและรายได้ต่างๆ และส่วนใหญ่อยู่ในระดับกลาง
- เราควรสอนพวกเขาให้บริโภคข่าวสารอย่างไร และรับรู้เรื่องเกินจริงโดยไม่รู้สึกเครียดหรือสิ้นหวังได้อย่างไร
- เราควรสอนพวกเขาวิธีง่ายๆ อะไรบ้างที่ผู้คนอาจจะใช้ตัวเลขมาหลอกลวงพวกเขา
- เราควรสอนพวกเขาว่าโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและพวกเขาต้องพัฒนาความรู้และมุมมองต่อโลกให้ทันสมัยไปตลอดชีวิต
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับผู้เขียนคือความทุ่มเทในการช่วยเหลือชีวิตคนในประเทศต่างๆ ทั้งในเรื่องของสาธารณสุข โรคระบาด และการวิจัยที่เกี่ยวกับข้อมูล ถึงแม้ว่าผู้เขียนได้เสียขีวิตไปเพราะโรคมะเร็งที่ตับ ผลงานในหนังสือเล่มนี้ก็สำเร็จได้หลังจากพลังของครอบครัวเพื่อกำจัดความไม่รู้ของคน