หนังสือเล่มนี้ ชื่อ How to prepare now for what’s next  – a guide to thriving in the age of disruption โดย Michael McQueen หรือชื่อภาษาไทยคือ ไม่มีที่ว่างในวันหน้าให้กับคนที่อยู่เฉยๆ ซึ่งคำว่า Disrupt สามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ เข่น คำว่า พลิกผัน หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะพูดถึงประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แล้วบอกถึงสาเหตุว่าทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนที่สองจะพูดถึงกุญแจ 9 ประการ เพื่อก้าวเป็นผู้ชนะในยุคแห่งปรากฎการพลิกผัน 

PART I 

ส่วนนี้จะเล่าถึงปรากฎการณ์การพลิกผันครั้งสำคัญทั้ง 4

  1. การใช้ระบบปฏิบัติการอัตโนมัติในวงกว้าง

ผู้เขียนได้พูดถึงประวัติศาสตร์ที่เริ่มมีการสร้างนวัตกรรมในการทอถุงเท้าของบริษัท Ned ซึ่งใช้เครื่องจักรมาทอผ้าแบบอัตโนมัติ ทำให้กลุ่มช่างทอผ้าอังกฤษได้รวมตัวกันเพื่อต่อต้านชื่อว่า ลัคไดตส์ Luddites ซึ่งกลุ่มนี้ไม่ได้ต่อต้านเพราะกลัวตกงานแต่พวกเขาต้องการความมั่นใจกับสวัสดิภาพแรงงานและค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสร้างนวัตกรรมที่ไปทำลายอาชีพเดิมจะมีการต่อต้านอยู่แล้วแต่ท้ายสุดก็นวัตกรรมก็มาแทนที่อยู่ดี

สองปัจจัยที่ทำให้เกิด Automation คือ 

A) ข้อมูลที่แพร่หลาย ผู้เขียนเล่าถึงเทคโนโลยี Big data และ Internet of the Things ซึ่ง Grant O’ Brien กล่าวว่าข้อมูลหรือดาต้าเป็นดวงตาคู่ใหม่ของนักธุรกิจค้าปลีก ถ้าไม่มีข้อมูลคนซื้อก็จะล่องหนจนมองไม่เห็น

B) ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งในปัจจุบันแบ่งได้ออกเป็น 3 หมวด คือ 

  • Artificial Narrow Intelligence พวก ANI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น การเล่นหมากรุกด้วยคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีในสมาร์ทโฟน
  • Artificial General Intelligence คือ AGI ที่เทียบเท่ากับสมองมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Singularity ซึ่งคอมพิวเตอร์จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของมนุษย์ จริงๆ ก็คือ พวก Machine learning ยกตัวอย่างเช่น การวินิจัยโรคต่างๆ ด้วยข้อมูลของแพทย์
  • Artificial Super Intelligence คือ ASI ที่ฉลาดเกินขีดความสามารถของมนุษย์ที่ Elon Musk และ Stephen Hawking กังวลกัน เพราะ AI นี้จะมีความนึกคิดเหมือนมนุษย์ และวันหนึ่งอาจจะก้าวล้ำกว่ามนุษย์
  1. ผู้บริโภคอันทรงอำนาจ

ผู้เขียนพูดถึงปัจจัยสามอย่างที่มอบอำนาจให้ผู้บริโภค คือ  i) ข้อมูล ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วยโทรศัทพ์มือถือ  ii) ตัวเลือก ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น เช่น บริการ Prime Wardrobe ที่ให้ผู้บริโภคสามารถลองสินค้าก่อนซื้อได้

เสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ iii) การรีวิวโดยผู้บริโภคมีอิทธิพลมาก เพราะ 90% ของผู้บริโภคเชื่อการรีวิว ในขณะที่ 14% เท่านั้นที่เชื่อการโฆษณา

  1. การแข่งขันรูปแบบใหม่

ผู้เขียนได้พูดถึงผลกระทบต่อธุรกิจดังต่อไปนี้

  • ธุรกิจสื่อและความบันเทิง  บริษัท Fox 21 ได้ยกให้เน็ตฟลิกซ์เป็นศัตรูอันดับหนึ่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกช่องเปรียบเทียการแย่งผู้ชมของเน็ตฟลิกซ์ว่าเหมือนการฆ่าศัตรูของเจงกิสข่าน ถึงเวลาที่ต้องรู้เท่าทันยุคสมัย ทุกวันนี้ผู้คนเลือกที่จะดูสิ่งที่พวกเขาอยากดู ในเวลาที่เขาต้องการ ในฐานะแบรนด์ เราจึงต้องพยายามอยู่ในกระแส และปล่อยให้ผู้ชมสนุกกับการชมรายการ
  • ธุรกิจยานยนต์ เทสล่า บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า ได้ใช้วิธีจัดจำหน่ายสินค้าในตลาดด้วยนตัวเองแทนการจำหน่ายผ่านตัวแทน
  • ธุรกิจพลังงาน ระบบสาธารณูปโภคจะเป็นผู้ช่วยดูแลเครือข่ายส่งต่อพลังงานแทนที่จะเป็นส่วนกลางควบคุมผู้ผลิตผลังงานทั้งหมด Elon musk ได้ตั้งบริษัท Solar city หลังคาแผงพลังงาน
  • ธุรกิจการเดินทางและท่องเที่ยว บริษัท Airbnb ร่วมมือกับสายการบินแควนตัสช่วยให้ผู้บริโภคสะสมแต้มเมื่องจองตั๋วเครื่องบินผ่าน Airbnb 
  • ธุรกิจการเงินและการธนาคาร การใช้ระบบเงินเสมือนและเทคโนโลยีบล็อกเซน ธนาคารบาร์เคลย์มีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเป็นครั้งแรกย่นระยะเวลาจากการโอนเงินจาก 10 วันเหลือแค่ 4 ชั่วโมง และ M-Pesa ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถส่งและรับเงินผ่านสมาร์ตโฟนโดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร
  1. ยุคสมัยแห่งอนาคต

ในส่วนนี้ผู้เขียนพูดถึงคนกลุ่มไหนที่ครองตลาดในปัจจุบัน ก็คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1980-1990 หรือ กลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล ในอเมริกาเหนือมีประขากร 79 ล้านคน ส่วนเอเซียแปซิฟิก ในประเทศจีนประชากรอายุระหว่าง 22-34 ปี กว่า 200 ล้านคน โดยกลุ่มนี้จะมีนิสัยที่ชอบเชื่อมต่อโลกออนไลน์ ซื้อของออนไลน์ ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์มากกว่าของที่จับต้องได้ ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนได้บอกคือ บริษัทค้าปลีกเช่น Target เริ่มได้รับผลกระทบจนยอดขายตกลงทำให้ราคาในตลาดหุ้นลดลงกว่า 13% เพราะกลุ่มมิลเลนเนียลสั่งซื้อทางออนไลน์ ทางด้านการเงินพบว่า กลุ่มมิลเลนเนียลรายได้สูง ต้องการคำตอบที่รวดเร็วและมุมมองต่อความเป็นอิสระมากกว่าผู้ให้คำแนะนำที่เป็นคน ด้านธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่มมิลเลนเนียลมีการเช็คข้อมูลมากกว่า 10 แห่งก่อนการจองการเดินทาง พวกเขาเลือกที่จะใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น ล็อบบี้โรงแรม ที่ออกแบบมาให้ทำงานเป็นกลุ่มที่ให้บรรยากาศผ่อนคลาย

PART II

กุญแจสำคัญ 9 ประการเพื่อก้าวสู่ผู้ชนะในปรากฎการณ์พลิกผัน 

  1. จงขุดบ่อน้ำ เมื่อรู้สึกกระหาย โดยคุณจะต้องเฝ้ามองกระแสน้ำและแยกแยะความแตกต่างระหว่างคลื่นหรือกระแสน้ำ คลื่นคือ เทรนด์ที่มาเร็วไปเร็ว ส่วนกระแสน้ำมีการกินพิ้นที่กว้างเคลื่อนไหวช้าๆ เช่น สารานุกรมบริตานิกาได้แปลงตัวเองเข้าสู่การบริการข้อมูลออนไลน์ บริษัทได้ประกาศหยุดตีพิมพ์หนังสือเล่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์กรต้องกล้าที่จะชำแหละธุรกิจของตนเอง สตีฟเคยเตือนกรรมการบอร์ดของบริษัทว่า การเข้าถึงสมาร์ตโฟนของคนจำนวนมากจะทำให้ไอพอตหมดความสำคัญในชั่วข้ามคืน แทนที่แอปเปิลจะรอคู่แข่งเอาชนะในเรื่องนี้แอปเปิลเป็นผู้ฆ่าไอพอตด้วยมือของตนเอง ผู้เขียนยังแนะนำให้สำรวจค้นหาทักษะและความสามารถที่ช่วยให้คุณได้เปรียบในการแข่งขันและนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ 
  1. ล้มให้เร็ว ให้บ่อยและไม่เจ็บตัว ที่ประเทศสวีเดนมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง ชื่อ Museum of Failure(MOX) ซึ่งจะเก็บของนวัตกรรมต่างๆ ที่ล้มเหลว เช่น Google glasss, Newton ของแอปเปิล ผู้เขียนได้เตือนว่าในยุคแห่งปรากฎการณ์พลิกผัน การทำธุรกิจแค่เอาตัวรอดไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แฟรงก์ วิลค์เชก นักฟิสิกส์ชื่อดังกล่าวว่า หากคุณไม่เคยทำผิดพลาด แปลว่าคุณไม่ได้จัดการกับปัญหาที่ยากเพียงพอ สิ่งสำคัญคือ จงล้มให้เร็ว ล้มให้บ่อย แต่อย่ายึดติดกับการทดลองหรือความคิดเหล่านั้นมากจนเกินไป ผู้ที่กล้าเสี่ยงอย่างชาญฉลาดในยุคแห่งปรากฎการณ์พลิกผันจะเริ่มต้นผลิตนวัตกรรมขนาดเล็ก ทุนในการทดลองไม่สูงและเห็นผลในระยะสั้น วัฒนธรรมการทดลองของกูเกิลประสบความสำเร็จเพราะให้ความสำคัญกับการทดลองมากกว่าการแข่งขันและเรียนรู้อย่างไม่ฟุ่มเฟือยผ่านการจำลองสถานการณ์ บทบาทสมมติ และแบบทดลองราคาถูก 
  2. อย่างถางทางตามรอยเท้าฝูงสัตว์  ก็คือ ต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ต้องการพื้นฐานการคิดใหม่ๆ ไม่ใช่การแก้ไขแบบผิวเผิน ตัวอย่างเช่น บริษัทโกดักยังติดภาพเก่าๆ คือเริ่มจากรูปภาพและจบลงที่รูปภาพที่ต้องอัดรูป ซึ่งสมัยปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีการอัดรูปถ่ายน้อยลงกว่าแต่ก่อน
  3. ใส่ใจกับความกังวลที่มีประโยชน์ บางครั้งบริษัทต่างๆ ต้องระวังกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ทิสโซต์ ที่ไม่สนใจการผลิตนาฬิกาไฮเทคอย่าง smart watch แต่บริษัทนาฬิกาสวิสชื่อดัง เช่น Tag Geuer, Montblance ก็ได้เริ่มผลิต Smart watch เพราะฉะนั้นผู้เขียนถึงสัญญาณ 5 ด้านที่อันตราย เช่น ความคิดที่ปิดกั้น การตีกรอบธุรกิจของตนเอง รูปแบบความคิดที่ล้าหลัง  สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือ การมองเห็นสิ่งที่นอกเหนืออุตสาหกรรมของตนเอง บางทีบริษัทต้องมีคนที่แตกต่างกัน เช่น ไม่ใข่มีที่ปรึกษาแห่งเดียวกัน จ้างพนักงานที่จบที่เดียวกัน อ่านหนังสือวารสารเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้คิดไม่แตกต่าง
  4. เน้นแก้ไขแรงเสียดทาน อันนี้ผู้เขียนหมายถึง Pain point ของลูกค้านี่แหละครับ เช่น พ่อผมเคยโอนเงินต่างประเทศมาหาผมตอนผมเรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็จะพบว่าเวลาในการโอนใช้เวลานานมาก และมีค่าธรรมเนียมมาก อันนี้แหละครับคือ แรงเสียดทาน เดี๋ยวนี้ก็มีบริษัทออนไลน์ชื่อ Transferwise ที่เก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำและโอนเงินได้เร็วกว่าธนาคาร ผู้เขียนแนะนำสามคำถามเพื่อต้นหาแรงเสียดทาน คือ อะไรสร้างแรงเสียดทานนี้ อะไรสร้างความไม่มีประสิทธิภาพนี้ อะไรสร้างความซับซ้อนนี้
  5. แตกต่างย่อมดีกว่า ในส่วนนี้ผู้เขียนแนะสามวิธีที่สร้างความโดดเด่น คือ 1) จุดยืนที่มีเอกลักษณ์ เช่น ดิสนีย์ได้เปิดเผยแผนที่จะสร้างโรงแรม Star Wars ที่สร้างเหมือนยานอวกาศ โดยที่พนักงานจะเป็นเหล่านักแสดงภาพยนต์ 2) การตลาดที่โดดเด่น การสร้าง campaign ต่างๆ  3) ประสบการณ์เหนือระดับ เช่น บริษัท Mon Purse ให้ลูกค้าสามารถออกแบบกระเป๋าได้ด้วยตนเองด้วยการ customize หนัง กระดุม และสิ่งตกแต่ง
  6. กำจัดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ กระบวนการทำงานที่ผิดปกติ แนวคิดที่ล้าหลัง และกลยุทธ์และโครงการที่ไม่ทันสมัย ผู้เขียนได้ยกตัวอย่าง ธรรมเนียมปฏิบัติของอเมริกาที่ต้องมีทหารสามคนในการยิงปืนใหญ่ คนหนึ่งขนลูกปืน อีกคนยิง คำถามว่าทหารคนที่สามทำอะไร จริงๆ ก็คือ คนที่สามก็เป็นคนจับม้าที่ลากปืนใหญ่ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันเราไม่ได้ใช้ม้ากันแล้ว แต่ทหารสามคนนี่ยังเหมือนเดิม  
  7. รู้จักใช้ทัศนคติของความอยากรู้อยากเห็น ผู้เขียนมีเทคนิค เช่น การตั้งคำถามที่ดี คำถามได้แก่ การลองจินตนาการดูว่า…  ทำไมไม่.. เช่น ช่างภาพของ IKEA ถามว่าทำไมไม่เอาขาโต๊ะออกเพื่อที่จะได้ขนส่งได้ง่ายขึ้น คำถามง่ายๆ แบบนี้ทำให้ IKEA ถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อประหยัดต้นทุน
  8. คิดแบบสตาร์ตอัพ ด้วยคุณภาพสำคัญสามประการ คือ  1) ความคล่องแคล่วและการตอบสนอง  องค์กรขนาดใหญ่และเติบโตมีแนวโน้มของความเฉี่อย บริษัทไฮเออร์พยายามปรับการบริหารจัดการของงธุรกิจจะมีผู้นำเพียงแค่ 3 ระดับ ซีอีโอ ผู้นำทีมแพลตฟอร์ม และสมาชิกของธุรกิจขนาดย่อย 2) เน้นเรื่องการลงมือทำ 3) วัฒนธรรมที่ขับเคลื่นที่ด้วยจุดมุ่งหมาย และมีความเป็นผู้ประกอบการ ผู้เขียนมักจะพูดเสมอว่าผู้ประกอบการควรที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ ที่ คนพยายามมองหาข้อมูลใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆและนวัตกรรมที่เกินกว่าพื้นที่ความรับผิดชอบ