สวัสดีครับวันนี้ก็จะมีรีวิวหนังสือเล่มเล็ก ชื่อ ฝึกสมองให้จำได้ไม่ลืม เล่มนี้ก็เป็นนักเขียนคนเดิมที่ชื่อ Toshinori Kato ซึ่งเคยเขียนหนังสือ Best seller 66 วิธีลับคมสมอง หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 39 วิธีบางวิธีก็จะซ้ำกับ 66 ผมก็อาจจะไม่พูดถึงนะครับ แต่จะพูดในเรื่องของวิธีการที่แปลกประหลาด เดี๋ยวลองฟังดูนะครับว่าประหลาดอย่างไรบ้าง เล่มนี้ค่อนข้างกระชับเหมือนเป็น Method ให้เราเลือกใช้มากกว่าพยายามอธิบายทฤษฎีเหมือนเล่มก่อน

มาทบทวนกันก่อนนะครับว่ารหัสสมองทั้ง 8 กลุ่มมีอะไรบ้าง รหัสสมองด้านการเคลื่อนไหว รหัสสมองด้านความเข้าใจ รหัสสมองด้านการมองเห็น รหัสสมองด้านการได้ยิน รหัสสมองด้านการจดจำ รหัสสมองด้านการสื่อสาร รหัสสมองด้านอารมณ์ รหัสสมองด้านความคิด

ในเล่มนี้ก็จะพูดถึงรหัสสมองทั้ง 8 กลุ่มแต่จะใช้ Info graphic มาช่วยอธิบายแต่ละวิธีท้ายเรื่อง

อันแรกก็มาพูดถึงเรื่องการนอนก่อนนะครับ  คุณคาโตะได้บอกว่า การนอนหลับแบบมีประสิทธิภาพจะทำให้ดึงศักยภาพของสมองทั้งหมดออกมา เชื่อไหมครับว่าคนที่นอนกรน ก็คือ ภาวะที่มีออกซิเจนต่ำขณะนอนหลับ เพราะเราหยุดหายใจขณะหลับ เขาเสนอว่าไม่ควรสูบบุหรี่ก่อนนอนเพราะจะทำให้หลับไม่สนิท การนอนก็ควรนอน 7 ชั่วโมงต่อวัน แต่ถ้าทำงานหนักนอนไม่พอก็หาเวลางีบ 

หลังจากตื่นนอนเสร็จแล้วก็บอกตัวเองดังๆ 5 ครั้งว่าวันนี้ต้องการทำอะไร วิธีนี้จะเป็นการเปิดสวิตช์รหัสสมองด้านความคิด เช่น ฉันต้องการอธิบายแผนการทำงานในที่ประชุมบริษัท เช่นเดียวกันกับก่อนนอนก็อาจจะบอกว่าเราจะทำอะไรดีขึ้นวันพรุ่งนี้ 5 ครั้ง ผมก็ชอบส่วนนี้นะครับเหมือนกับเราย้ำให้สมองคิดถึงเรื่องที่จะ focus ให้ทำเรื่องเดียว ไม่ควรโลภมากเลือกหลายเรื่องนะครับ

พอตื่นนอนเสร็จเราก็มาแปรงฟัน คุณคาโตะบอกว่าให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟันเพื่อกระตุ้นสมองที่กำลังหลับ อันนี้ผมลองทำดูแล้วพบว่าจริงๆ ผมถนัดมือขวา แต่ทุกครั้งที่แปรงเหมือนกับว่ามือที่ถนัดแปรงสีฟันคือมือซ้ายไม่ใช่มือขวา เป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร แล้วคุณใช้มือไหนแปรงฟันครับ แล้วให้ส่องกระจกแล้วขยับกล้ามเนื้อที่ยังไม่ตื่นตัว ลองยิ้มให้กับตัวเองในกระจก ทำหน้าโกรธและเสียใจดูบ้าง หลังจากส่องกระจกแล้วให้ชมตัวเอง เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ด้วยความตั้งใจและสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง

ใส่ชุดขั้นในสีสันสดใส ถ้าลองทำอะไรสนุกๆ กับส่วนที่คนอื่นมองไม่เห็นก็เป็นการกระตุ้นสมองด้านอารมณ์เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การใส่เสื้อกล้ามขาดๆ ข้างในเสื้อเชิ้ต หรือ การใส่ชุดชั้นในสีฉูดฉาดจะทำให้คนอื่นไม่รู้ เวลาคุยกับคนอื่นก็จะแอบคิดว่า ถึงภายนอกฉันจะดูพื้นๆ แต่กางเกงที่อยู่ข้างในสีเจ็บมากนะ การเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างฉับพลันแบบนี้ทำให้สมองได้รับการกระตุ้น เช่นเดียวกับเวลาเราจับคู่เครื่องแต่งกายก็จะเป็นการปลุกรหัสสมองหลายด้าน เช่น รหัสสมองด้านการมองเห็นและด้านอารมณ์

แล้วก็มาถึงช่วงเดินทางผู้เขียนแนะนำให้เปลี่ยนเส้นทางการเดินทางก็จะช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะขณะที่ขาเคลื่อนไหว ก็เป็นการกระตุ้นรหัสสมองที่อยู่ตรงจุดสูงสุดของศรีษะกับรหัสสมองด้านความคิดที่อยู่บริเวณสมองด้านหน้า ถ้าเดินทางด้วยรถไฟฟ้าซึ่งก็มีโอกาสที่ต้องหยุดอ่านเพราะเปลี่ยนรถ ตรงนี้ก็จะช่วยในเรื่องของความจำเพราะเราอ่านครึ่งๆ กลางๆ ส่วนการนึกทบทวนเนื้อหาที่อ่านเป็นการใช้รหัสสมองด้านความเข้าใจซึ่งอยู่ในสมองซีกขวา

ขณะยืนอยู่บนรถไฟฟ้าที่เน่นขนัด ผู้เขียนก็แนะนำให้สร้างสติ คือ การมีสมาธิอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้า 5 วินาที รอประมาณ 20 วินาทีจึงผ่อนลมหายใจออกทางปาก หรือมองที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วนับเวลาไป 30 วินาที ทำแบบนี้ซ้ำประมาณ 10 ครั้ง

เมื่อไปถึงโต๊ะทำงานให้รีบเขียนเป้ามหายของวันนี้ด้วยตัวอักษรประมาณ 20 ตัว เช่น นัดหมายลูกค้า 20 คน  Idea สินค้าใหม่ 10 ข้อ  การที่ไม่กำหนดเป้าหมายก็ไร้ความหมาย ความมหัสจรรย์ของสมองเมื่อกำหนดว่าจะทำเรื่องใดก็จะเริ่มทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ 

การฝึกใช้เท้าพับหนังสือพิมพ์ใต้โต๊ะทำงาน การใช้เท้าอย่างคล่องแคล่วทำให้สมองทำงานมากขึ้น ผมลองให้คุณแม่เขาฝึกใช้เท้าพับหนังสือพิมพ์ดูปรากฎว่าท่านทำได้ คือ เอาหนังสือพิมพ์มา 2-3 คู่แล้วให้พับครึ่ง กดส่วนทบแล้วหมุนพับกันอีก 2 ครั้งหลังจากทบไปมาก็จะเล็กลง แล้วใช้นิ้วเท้าคีบลงถังขยะ

กำหนดเวลาสิ้นสุดการประชุม เวลาที่เหมาะสมสำหรับหนึ่งหัวข้อ คือ 30 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คนเรามีสมาธิอยู่ได้นั่นเอง ถ้าไม่จบภายในเวลาที่กำหนดก็ควรหยุดพักเพื่อรีเซต ผมเคยเป็นผู้บริหารแล้วก็เจอปัญหานี้บ่อยครับ บางทีก็มีคนนัดประชุมแล้วใช้เวลาประชุม 5 ชม. ทั้งวัน หลังจากประชุมเสร็จสมองจะเครียดและล้าทันที ไม่อยากทำอะไรอย่างอื่น แล้วเรามักจะสังเกตได้ว่าเวลาที่เสียไปกับการประชุมเพราะไม่ได้ทำการบ้านก่อนเข้าห้องประชุม แล้วถ้าเราประชุมหลังเลิกงานสมองก็จะล้าไปด้วย ผมเคยเข้าประชุมสามชั่วโมงและอยู่หลังหกโมง ถึงการประชุมสนุกแค่ไหนแต่สมองของเราไม่สามารถที่จะทำงานและคิดได้ยาวขนาดนั้น ผู้เขียนแนะนำเรื่อง เปลี่ยนสิ่งที่ถูกบังคับ ให้เป็นสิ่งที่อยากทำ เช่น เราอาจจะถูกบังคับให้เข้าประชุม แต่ถ้าเราคิดถึงสิ่งที่อยากทำ ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวจะไปทำ Podcast หลังเลิกประชุม ถึงสมองจะ shut down ไปแล้วแต่ยังเปิดสวิตซ์ทำงานต่อได้

หลังจากทำงานเสร็จเราอาจจะลองนึกทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเขียนข้อดี หรือข้อด้อย อย่างน้อย 10 เรื่อง ถ้าข้อดีมี 8 ข้อเสียมี 2 นั่นหมายความว่าเราสามารถแก้ไขข้อบกพร่อง ในทางตรงกันข้ามถ้ามีเรื่องดี 2 เรื่องและไม่ดี 8 เรื่องหมายความว่าเราอยู่ในสภาพจิตตก ส่วนนี้จะทำให้เราสามารถประเมินตัวเองได้ดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็คือ ทักษะในการจัดการเรื่องแย่ๆได้นั่นเอง

ให้การอ่านหนังสือที่เคยอ่านเมื่อ 10 ปีก่อน เพื่อทบทวนความทรงจำเพื่อเป็นการกระตุ้นสมองด้านการจดจำ คุณคาโตะก็แนะนำว่าเวลาอ่านหนังซื้ให้อ่านซ้ำไปมาดีกว่าอ่านมากๆ เพราะการอ่านหนังสือครั้งแรกเป็นการอ่านตามเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ อย่างผิวเผินเท่านั้น ไม่สามารถเข้าใจอะไรได้มากนัก การอ่านซ้ำหลายๆ รอบจะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อันนี้จริงครับผมเคยอ่านหนังสือคณิตศาสตร์รอบแรกงงมาก เลยลองมาอ่านอีกรอบแล้วไปฝึกปฏิบัติปรากฎว่าเข้าใจได้ดีกว่ารอบแรกเลยทีเดียว

จัดเวลาทบทวนการใช้สมองของตนเอง โดยให้ลองเปรียบเทียบนิสัยการใช้สมองของตัวเองกับเนื้อหาของงานดู เช่น ถ้าเป็นฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์จึงมีโอกาสฟังคนอื่นพูดบ่อยๆ แต่อาจจะแสดงความคิดเห็นของตนเองไม่เก่ง เพราะฟังลูกค้าเยอะ ซึ่งอาจจะฝึกสมองด้านความคิดด้วยการอ่านหนังสือหรือทำอาหารที่เหมาะสมกับตัวเอง อันนี้ผู้เขียนหมายถึงให้พัฒนาทักษะด้านความคิด พอเวลาเราอ่านหนังสือเราก็จะคิดวิเคราะห์ไปด้วย การทำงานของรหัสสมองที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเป็นการฝึกสมองไปเรื่อยๆ และการสะสมศักยภาพนั้นก็เปรียบเสมือนการสะสมเงินในกระปุกออมสิน

สรุปสั้นๆ นะครับว่า

  1. นอนหลับอย่างมีคุณภาพเพื่อให้สมองกระปรี้กระเปร่าและทำงานได้ตั้งแต่เช้า
  2. บอกตัวเองดังๆ 5 ครั้งว่าวันนี้ต้องการทำอะไร
  3. ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดแปรงฟันเพื่อกระตุ้นสมองที่กำลังหลับ
  4. แสดงสีหน้าดีใจ โกรธ เสียใจ หน้ากระจกเพื่อขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า
  5. ใส่ชุดชั้นในสีสดใส
  6. ถ้าต้องการความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ควรตื่นแต่เข้าและเปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน
  7. การหยุดอ่านหนังสือกลางคัน กระตุ้นศักยภาพด้านการจดจำ
  8. ฝึกสติระหว่างเดินทางไปทำงาน
  9. เมื่อไปถึงโต๊ทำงานให้รีบเขียนเป้าหมายของวันนี้ด้วยตัวอักษรประมาณ 20 ตัว
  10. ใช้เท้าพับหนังสือพิมพ์ใต้โต๊ะทำงาน
  11. กำหนดเวลาสิ้นสุดการประชุม
  12. เปลี่ยนสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำ ให้เป็น สิ่งที่อยากทำ
  13. เขียนข้อดีและข้อเสียของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้
  14. อ่านหนังสือที่เคยอ่านเมื่อ 10 ปีที่แล้วอีกครั้ง
  15. จัดเวลาทบทวนการใช้สมองของตัวเอง