หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ไม่ได้พูดเรื่องเทคโนโลยีการทำ Blockchain แต่เป็นการเล่า concept ของ Blockchain ที่มีผลด้านเศรษฐกิจสังคม ถ้าจำได้ว่าเราเคยมีอินเตอร์เน็ทใช้กันเมื่อ 40 ปีแรกเรามี Social media, colud computing และ Internet of Things แล้วก็เกิดปัญหาว่าใครเป็นใครในโลกดิจิทัล ปีเตอร์ สไดเนอร์วาดการ์ตูน สุนัขสองตัวคุยกันบนอินเตอร์เน็ท แล้วสุนัขตัวหนึ่งก็พูดว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าเราเป็นสุนัข จริงเลยครับบางทีคุณเห็นรูปถ่ายบนอินเตอร์เน็ทคิดว่าคนนั้นหน้าตาแบบนี้แต่เดี๋ยวนี้เราสามารถใช้กล้องถ่ายหน้าตาให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม 10 เท่าตัว เพราะฉะนั้น Blockchain ถึงเข้ามามีส่วนสำคัญในเรื่อง Trust

ซาโตชิ นากาโมโตะได้นำเสนอหลัการใหม่ที่มนุษย์สามารถใช้จ่ายเงินอิเลคโทนิกส์ระหว่างกันได้ด้วยการเข้ารหัสที่เหรียกว่า Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการประมวลผลกระจายศูนย์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างอุปกรณ์ล้านๆ ตัวมีความน่าเชื่อถือ แนวปฏิบัติพื้นฐานมาจากบัญชีธุรกรรมหรือ รายการแยกประเภท (ledger) บล็อกเชนจะทำให้เราส่งเงินกันได้ง่ายและปลอดภัยโดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคารเข้ามาเป็นตัวกลาง หรือแม่แต่บริษัทเครติด และ Paypal ก็ไม่จำเป็น บล็อกเชนเป็นของสาธารณะ คือ ใครก็ได้สามารถเข้ามาดูมันได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่มีใครจัดเก็บดูแลรักษามันโดยเฉพาะ บล็กเชนยังเข้ารหัสโดยกุญแจส่วนตัวกับกุญแจสาธารณะ เหมือนต้องมีลูกกุญแจสองดอกเปิดไขตู้ธนาคาร The Economist ยกย่องเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin ว่าสมารถเปลี่ยนวิถีทางแห่งเศรษฐกิจได้ เป็นสายโซ่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างน่าเชื่อถือ  ที่เรียกว่าสายโซ่เพราะแต่ละบล็อกจะคล้องต่อกันเป็น Block ต่อ Block

ตัวอวตารของคุณกับปริศนาในกล่องดำ

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่าน มนุษยชาติหาหนทางเอาชนะ กาล อากาสและความตาย แต่คำถามหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกไขอย่างแท้จริง คือ พวกเราคือใคร? ทำไมเราต้องตระหนักรู้ตัวตนของเรา?  ทุกวันนี้องค์กรสักแห่งมากำหนดตัวตนให้คุณ เช่น บัตรเครดิตธนาคาร บัตรสมาชิกต่างๆ พ่อแม่ตั้งชื่อให้คุณ รัฐบาลออกใบสูติบัตรให้  ทอมปีเตอร์ ได้เขียนเอาไว้อินเตอร์เน็ทในยุคแรกๆ คือ คุณคือสิ่งที่คุณนำเสนอออกไป หมายถึงชื่อตำแหน่งงานและหัวโขนต่างๆ ซึ่งไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณ  “คุณคือข้อมูลของคุณ ต่างหาก” บางคนคิดว่าความเป็นส่วนตัวตายไปแล้วเพราะหลายคนอาจจะรู้ข้อมูลของเราผ่าน Social media ต่างๆ ผมเคยเจอผู้บริหารของผมก็ไม่อยากเล่น Facebook เพราะเขากลัวเสียความเป็นส่วนตัวไป ในยุคอินเตอร์เน็ทแบบใหม่ของ Blockchain เราจะได้ร่างเสมือน เช่น ถ้ารัฐบาลเก็บข้อมูลประวัติการขับขี่ การขับผิดกฎจราจร ประวัติการชน แต่ต่อไปจะมีซอฟแวร์ที่น่าเชื่อถือมาคอยดูแลให้กล่องดำปลดปล่อยข้อมูลเที่ที่จำเป็นแหละเหมาะสมออกไปในแต่ละครั้ง ถ้ามีประวัติด้านสุขภาพ คุณสามารถเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้แพทย์ของคุณ เราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนของเรา

การสร้างเศรษฐกิจของคนสองคนที่แท้จริง

โดยปกติเรามักคิดว่าพวกบริการ เช่น AirBNB Urber เป็นเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน คือ เราจะรถบ้านมาแบ่งให้คนอื่นได้นั่งเหมือนแท็กซี่ที่ไปในเส้นทางเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วเศรษฐกิจที่ Uber ทำเป็นเศรษฐกิจแห่งการรวบรวม Uber เป็นบร้ษัทที่มูลค่า 65 พันล้านดอลลาร์เพราะรวบรวมบรรดาคนขับรถเอาไว้ในมือ ถ้าสังเกตบริษัทเหล่านี้อายุไม่เกิน 10 ปีทั้งนั้น เพราะสมัยก่อนเราไม่มี smart phone ที่รองรับการทำงานแบบนี้ได้  วิทาลิค บูเทอรินผู้ก่อนตั้งอีเธอเรียมบล็อกเชน ได้กว่าวว่าเมื่อใดที่เทคโนโลยีช่วยทำให้คนทำงานที่แท้จริงจัดการงานของตนได้ ตัวกลางก็จะถูกกำจัดออกไป บล็อกเชนไม่ได้ทำให้คนขับรถรับจ้างตกงานแน่นอน เพราะเมื่อใดที่คนขับรถรับจ้างสามารถเจรจากับลูกค้าโดยตรง เมื่อนั้น Uber จะปิดกิจการ

อวสานการโอนเงิน

กระแสเงินที่โอนไปต่างประเทศ เช่น คุณส่งเงินให้ลูกไปเรียนต่างประเทศก็ต้องเสียกระบวนการด้านเวลาและเงินอย่างมาก เช่นเดินทางไปแบงค์ กรอกเอกสาร จ่ายเงินค่าธรรมเดนียมและการโอน บริษัทอะบร้าได้สร้างเครือข่ายการโอนเงินโดยใช้ Blockcahin เป็นฐานขึ้นมา การเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นผู้รับฝาก ถอนเงินเสียเอง ยังสามารถลดค่าธรรมเนียมไปได้มหาศาล

ยุติการคอร์รัปชั่น

บล็อกเชนจะแก้ปัญหาของกองทุนบรรเทาทุกข์ ตอนเกิดแผ่นดินไหวที่เฮติ เมื่อปี 2010 เงินบริจาคต่างประเทศ 500 ล้านดอลลาร์ไหลเข้าสู่ตลาด แต่พบว่ากองทุนดังกล่าวมีทั้งสูญหายและไปไม่ถึงมือผู้เดือดร้อน Blockchain สามารถติดตามร่องรอยเงินแต่ละบาทที่ออกจาก smart phone คุณผ่านกาชาด จนถึงมือผู้ตกทุกข์ แล้วยิ่งไปกว่านั้นคุณสามารถรอให้กาชาดทำภารกิจให้เสร็จสิ้นทีละขั้นตอนแล้วคุณค่อยปล่อยเงินออกด้วยตัวคุณเองยังได้ อันนี้ก็มานึกถึงที่ทำงานที่ผมทำเวลาเงินเข้าไปในระบบ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าองค์กร ขาดทุนหรือกำไรไปเท่าไหร่ ถ้าเรามีบลอกเชนเราจะรู้เลยว่าเรามีเงินที่สะสมไว้ตรงกลางเท่าใด

ตอบแทนให้คนแรกที่คิด

เมื่อนึกถึง Napster เป็นเว๊ปไซด์ที่เปิดให้บุคคลธรรมดาเอาเพลงมาแลกเปลี่ยนกันฟัง ก็ส่งผลกระทบเรื่องอาชญกรรมเพราะบางทีไปเอาเพลงลิขสิทธิ์ของเจ้าของมาเผยแพร่โดยไม่ได้อนุญาติ อันนี้ก็แก้ไขได้ด้วย Blockchain ที่คนทำเพลงสามารถขายเพลงกับผู้ซื้อโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง

รัฐบาลที่มาจากประชาชนเพื่อประชาชน

บล็อกเชนสามารถทำงานให้ภาครัฐสะดวกขึ้น เร็วขึ้น และราคาถูกลง ช่วยทำให้รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น สามารถใช้ในเรื่องของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จนถึงการขอใช้บริการจากภาครัฐ พวกเราจะได้เห็นวิธีที่ผู้ชนะการเลือกตั้งรักษาคำมั่นสัญญาผ่านบล็อกเชน จริงๆ Blockain นี่เหมาะสำหรับประเทศไทยมากๆ 

พื้นฐาน 7 ประการ ซึ่งจะไปสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

  1. เครือข่ายแห่งความซื่อสัตย์ ซาโตชิ ได้ยกระดับเครือข่ายแบบบุคคลต่อบุคคลโดยใช้การเข้ารหัสแบบฉันทามิต (Concensuse mechanism) ซึ่งช่วยป้องกันเรื่องการใช้เงินสองคราว Double spend หรือเช็คเด้ง โดยผู้เข้าร่วมเครือข่ายจะมีหน้าที่ดูแลการทำงานของโหนดให้บิทคอยน์จะเรียกว่า นักขุด (miner) ซึ่งจะได้รับรายการแกที่มาถึงแล้วจัดการให้มันอยู่ในรูปบล็อกหรือกล่องข้อมูล กล่องแต่ละกล่องจะอ้างอิงไปยังกล่องใบที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเพื่อใช้ตรวจสอบความต่อเนื่องของข้อมูล นักขุดจะต้องลงทุนซื้อคอมพ์เองแล้วคำนวณหาค่า Hash ซึ่งเป็นตัวเลขผสมของข้อมูลแล้วจัดเก็บถูกให้ต้อง นักขุดจะได้รางวัลเป็นบิทคอยน์เมื่อชนะ 
  2. การกระจายอำนาจ ประเทศเผด็จการไม่สามารถอายัดบัญชีธนาคารหรือยึดเงินทุนเพื่อกิจกรรมทางการเมืองได้ ในอดีต ประธานธิบดี แฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลท์ บังคับให้ประชาชนนำเหรียญทองหรือทองทำแท่งมาแลกเลปี่ยนกับรัฐบาลไม่งั้นอาจจะติดคุก แต่โจห์ แฟร์ฟิลด์จากมหาวิทยาลัยวอชิงจตันและลี ได้พูดสวนประเด็นนี้ว มันจะต้องไม่มีตัวกลางอีกต่อไป จะมีบล็อกเชน อาสามาสมัครจะคอยดูแลรักษาให้มันทันสมัยอยู่เหมืองที่ยอมให้ใช้เครื่องคอมพ์เขาทำเหมือง ไม่มีการเจรจาลับหลัง ทุกรายการจะออกกาศไปทั่งเครือข่าย ไม่มีสิ่งใดต้องผ่านมือคนกลาง ไม่มีสิ่งใดที่เก็บอยู่บน server แม่เลย
  3. มูลค่าคือผลตอบแทน ซาโตชิ หวังให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนเข้าทำหน้าที่ของตนเอง เขารู้ว่าถ้าเครือข่ายไม่มีคนดูแลจะถูก ไซบิล attack หรือ ตัวปลอมแปลง ในกล่องใบแรกสุดในสายโซ่สำคัญที่สุด มีจะสร้างเหรียญใหม่ขึ้นมาโดยเจ้าของกล่องเป็นเจ้าของ เป็นผลตอบแทนให้ผู้ที่ทำงานให้เครือข่าย นักขุดจะได้รับบืทคอยน์ 50 หน่วย สำหรับการสร้างกล่อง แล้วก็จะลดหน่วยตามลำดับในปีถัดมา ตัว Bitcoin ไม่เหมือนสกุลเงินทั่วไป มันย่อยทศนิยมเป็น 8 ตำแหน่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำรายการแบบดั้งเดิม ผมใช้สามารถเลือกใช้สัญญาอัจจฉริยะ Smart contact เพื่อคอยวัดผลของบริการที่เกิดขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็คือ ตัวผลตอบแทนก็จะเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานร่วมมือสร้างสรรค์ต่างๆ เช่น คนที่ใช้แผงพลังแสดงอาทิตย์ก็จะได้รางวัลผ่านบล็อกเชนในทันที 
  4. ความปลอดภัย ความปลอดภัยในระบบเครือข่ายจะต้องไม่มีจุดอ่อนเพียงจุดเดียง Single point of failure การเจาะรบบ การขโมยตัวตน การฉ้อฉน การล้วงข้อมูล มีมากมายในโลกออนไลน์ ซาโตชิต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมใช้กุญแจสาธารณะหรือ Public key infrastructure การเข้ารหัสจะเป็นแบบไม่สมมาตร คือผู้ใช้จะได้กุญแจสองดอกที่ทำงานไม่เหมือนกัน ดอกหนึ่งเพื่อเข้ารหัสและอีกหนึ่งเพื่อไขรหัสบิทคอยน์บล็อกเชน ยกตัวอย่างเช่น สกุลเงินดิจิทัลนั้นไม่ได้เก็บอยู่ในแฟ้มข้อมูลแต่อยู่ในรูปแบบรายการที่มี Hash เข้ารหัสไว้ ผู้ใช้ถือกุญแจถอดรหัสของเงินของตนเองแล้วส่งมันไปยังคู่ค้าโดยตรง  ความปลอดภัยจึงเกิดเพราะการรับผิดชอบในการดูแลกุญแจสาธารณะของอีกฝ่ายหนึ่งเอาไว้ให้ดี สายโซ่ที่ยาวที่จะมีความปลอดภัยมากที่สุด เพราะการเจาะระบบต้องพยายามแก้สายโซ่ที่ยวาวมากๆ ทุกๆ กล่อง
  5. ความเป็นส่วนตัว ซาโตชิ ไม่ต้องการระบุตัวตนในระบบเครือข่าย หมายความว่าไม่จำเป็นที่ต้องบอกชื่อคุณ ดังนั้นเวลาโอนเงินก็ไม่จำเป็นต้องรู้ตัวว่าเขาเป็นใคร ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ทจะกำหนด IP เชื่อมต่อบัญชีส่วนตัวลูกค้า  ผลกระทบก็คือบริษัทที่ใช้ Big data ข้อมูล เช่น Factbook Twiter ก็จะได้ผลกระทบเพราะเขาไม่สามารถรวบรวมข้อมูลของพวกเราไว้ได้
  6. สงวนลิทธิ์ให้คงอยู่ Blockchain ทำหน้าที่พิสูจน์ความเป็นเจ้าของและปกป้องสิทธิ์ โดยการป้องการการถูกสอดส่องเข้ามานั่นเอง Smart contact จะมีหน้าที่ดูแลสิทธิ์ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของลิขสิทธิ์เพลงมอบสิทธิ์ให้คนซื้อ 1 เหรียญต่อไตรมาส พอหมดสัญญา สิทธิ์ก็จะคืนให้แกเจ้าของทันที 
  7. การอยู่ร่วมกัน ซาโตชืออกแบบระบบให้ทำงานบนอินเตอร์เน็ต  แต่มันก็สามารถทำงานได้โดยไม่มีอินเตอร์เน็ท ผ่านสิ่งที่เรียกว่า SPV(Simplified payment verification) ซึ่งสามารถทำงานบนโทรศัพท์มือถือ  ทำให้ใครก็ตามสามารถเข้าร่วมในทางเศรษฐกิจ ในตลาด ในฐานนะผู้ผลิตหรือผู้บริโภค ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้องดูสูติบัตร ไม่ต้องถามถึงที่อยู่ ซึ่งทั่งหมดนี้มีประโยชน์ต่อประเทศที่สามมาก

ด้วยมุมมองแห่งศีลธรรมและจรรยา และภาคปฏิบัติที่เป็นไปได้ หลักการพื้นฐานทั้ง 7 ประการสามารถเป็นแนวทางในการออกแบบอนาคตให้กับองค์กร