วันนี้ก็จะมารีวิวหนังสือชื่อ ได้ทุกสิ่งด้วยสิ่งเดียว The One Thing จริงๆ ผมว่าหนังสือเล่มนี้คงมีคนรีวิวมาเยอะ แต่ผมเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมา เลยอดเอามารีวิวไม่ได้ เพราะบางส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จ บางส่วนเกี่ยวข้องกับการจิตวิทยา บางส่วนเกี่ยวข้องกับการตั้งเป้าหมายชีวิต เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ 

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Gary Keller ที่เป็นนักเขียนที่ครองตำแหน่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก หนังสือเขาขายดีจนติดอันดับ The New York Times ซึ่งทำยอดได้ 2,000,000 เล่มซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งเป็นไปยากมากสำหรับการตีพิมพ์ให้ได้ยอดจำนวนนี้

Gary พูดถึงหลักการสิ่งเดียวคล้ายปรากฎการณ์โดมิโน ที่เมื่อเราล้มตัวแรกได้ตัวอื่นๆ ก็จะล้มตาม หลักการสิ่งเดียวคือหัวใจของความสำเร็จและเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง พยายามจำคำนี้ไว้นะครับเพราะเขาเขียนหนังสือไว้ดีมาก เพราะท้ายเรื่องเกี่ยวกับผลลัพธ์อันน่าทึ่ง เวลาผมอ่านแต่ละบทผมก็จะพยายามนึกว่ามันจะทำอย่างไร แล้วบทถัดมาก็เฉลยเหมือนกับว่าคนเขียนสามารถเดาใจคนอ่านได้ เขาบอกว่ามี 6 ความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จ

  1. ทุกเรื่องมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
  2. การทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องดี
  3. คนเราต้องมีระเบียบวินัย
  4. พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
  5. คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล
  6. ไม่ควรคิดการใหญ่

เราจะมาอธิบายว่าทำไมความเชื่อพวกนี้ถึงผิดนะครับ

ข้อที่ 1 เรามักเชื่อว่าทุกเรื่องสำคัญเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ผมมักจะเจอนักศึกษาในชั้นเรียนบอกผมเสมอว่า อาจารย์หนูไม่มีเวลาหรอก แค่ดูแลธุรกิจที่บ้านก็ได้นอนดึกแล้ว  อันนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเวลาหรอกครับแต่เป็นปัญหาเรื่องการเลือกสิ่งสำคัญมาทำ ผู้เขียนบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะทำเรื่องที่มีความสำคัญจริงๆ ก่อนเสมอ เขาพูดถึงกฎพาเรโต กฎ 80/20 คือ ความสำเร็จ 80% ได้มาจากความพยายามแค่ 20% หรือทำน้อยได้มากนี่เอง  ผู้เขียนบอกให้ทำน้อยเข้าไว้ อย่าทำหลายสิ่งพร้อมกัน กำหนดว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุด แล้วจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น

ข้อที่ 2 การทำหลายสิ่งพร้อมกันเป็นเรื่องที่ดี อันนี้เหมือนกับ task switching คือ การสลับงานไปมา ลองจินตนาการว่าคุณกำลังทำงานหลัก แล้วมีงานที่เข้ามาขัดจังหวะ คืองานประชุม แล้วคุณก็ต้องกลับไปทำงานหลักอีก ท้ายสุดแล้วคุณจะเสียเวลาในการทำงานมากกว่าปกติ เพราะว่าสมองต้องคอยปรับตัวให้เข้ากับงานใหม่ ผมเคยทดลองให้นักศึกษาลองเขียนตัวเลข 1 ถึง 20 กับเขียนคำพูดประโยคหนึ่ง ปรากฎว่าการสลับไปมา ทำให้เสร็จช้าลง และคุณภาพของงานไม่ดีด้วย เพราะมันคือการเสียสมาธินั่นเอง ผู้เขียนถามว่า ทำไมเราถึงอนุโลมให้ตัวเองสามารถทำหลายสิ่งพร้อมกันในระหว่างที่กำลังทำงานที่มีความสำคัญที่สุดหละ

ข้อที่ 3 คนเราต้องมีระเบียบวินัย เรามักจะได้ยินว่าเวลาคนที่ประสบความสำเร็จต้องมีระเบียบวินัย แต่จริงๆแล้วมันคือการฝึกฝนให้เป็นนิสัยมากกว่า คุณสามารถประสบความสำเร็จโดยมีระเบียบวินัยน้อยกว่าที่คิด เหตุผลข้อเดียวคือ ความสำเร็จเป็นเรื่องของการทำสิ่งที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวแทนที่จะทำให้ทุกสิ่งถูกต้อง การสร้างนิสัยใหม่ๆจะใช้เวลา 66 วัน ผมเคยได้ยิน Vlogger บางคนบอกว่าถ้าเราทำ Vlog ไป 21 วัน มันจะกลายเป็นนิสัยให้คุณทำได้ตลอดชีวิต แต่จริงๆแล้วมันขึ้นกับความซับซ้อนของงาน ถ้าไม่ซับซ้อนมากก็จะได้เร็วแต่โดยปกติก็ 66 วัน ในการสร้างนิสัยใหม่ๆ

ข้อที่ 4 พลังใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผู้เขียนเปรียบเสมือนพลังใจที่มันมีหมดไปตามสภาพการใช้งาน เขายกตัวอย่างการวิจัยที่ให้เด็ก โดยเอา มาร์ชแมลโลว์ มาวางไว้ในห้องแล้วดูว่าเด็กสามารถอดใจได้ไหมภายใน 15 นาที ถ้าอดใจได้ก็จะได้ขนมอีกชิ้นต่อ การทดลองนี้พบว่า 3 ใน 10 คนเท่านั้นที่หักห้ามใจได้ หลังจากนั้น 30 ปี งานวิจัยนี้ได้พบว่า เด็กที่อดทนรอได้นานกว่าจะได้คะแนนสอบ SAT มากกว่า มีความภูมิใจในตัวเองสูงกว่า และรับมือกับความเครียดได้ดีกว่า แต่เด็กที่ขาดความอดทน จะมีแนวโน้ม 30% น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และมีแนวโน้มติดยา 

ผู้เขียนกล่าวว่าพลังใจมีจำกัดและมีส่วนเชื่อมโยงกับสมอง ยิ่งใช้สมองมากพลังใจก็ยิ่งลดน้อยลง จะต้องมีการพักทานอาหารที่ช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพราะฉะนั้นต้องมีเวลาพัก break เขาพูดว่าอย่าใช้พลังใจพร่ำเพรื่อ หมั่นสังเกตระดับของพลังใจ และกำหนดเวลาทำงานให้ทำเรื่องที่สำคัญที่สุดในช่วงที่พลังใจเต็มเปี่ยม จริงๆ ก็คือช่วงเช้านี่แหละครับ 

ข้อที่ 5 คนเราควรมีชีวิตที่สมดุล ผู้เขียนบอกว่าความสมดุลจริงๆ ไม่มีวันเป็นจริง เราไม่มีทางจัดสมุดลระหว่างหน้าที่การงานกับชีวิตส่วนตัว บางคนใช้ชีวิตสุดโต่ง โดยเอาชีวิตไปใช้กับการทำงานตลอด บางคนถึงขนาดเอาเวลาไปแลก เช่น บางคนบอกว่าทำงานให้หนักแล้วเดี๋ยวบั้นปลายชีวิตก็จะเอาไปหาความสุขกับครอบครัวและเลี้ยงลูกให้ดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เช่น เราไม่สามารถเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนเพราะลูกโตแล้ว  ผุ้เขียนให้ใช้คำว่าถ่วงดุลแทน เพราะเราต้องตัดสินใจว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุดและทุ่มเวลากับมันให้เต็มที่  โดยสรุปถ้าเป็นชีวิตส่วนตัว ห้ามละเลยเรื่องไหนเป็นอันขาด แต่ถ้าเป็นเรื่องาน คุณต้องโยนบางอย่างทิ้งไปบ้าง อันนี้ไม่ได้หมายความว่าให้คุณขี้เกียจนะครับ แต่ให้เลือกงานที่สำคัญและปัดงานที่ไม่สำคัญออกไป ผู้เขียนแนะนำให้แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว อย่าเอาสองอย่างมาปนกัน และถ่วงดุลให้ดี ถ่วงดุลการทำงานเพราะงานแยกออกเป็นสองประเภท คือ สำคัญที่สุดและสำคัญรองลงมา ให้เราทุ่มเทกับสำคัญประเภทแรก ส่วนที่เหลือแค่พอประมาณ ถ่วงดุลชีวิตส่วนตัว ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า การละเลยแง่มุมใดมุมหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตคุณ

ข้อที่ 6 ไม่ควรคิดการใหญ่ การกระทำที่ทำให้เราประสบความสำเร็จเพราะเราคิดการใหญ่ อย่าคิดแบบทีละทีขั้นตอน เพราะเดี๋ยวเราต้องมาถามตัวเองต่อว่าทำอะไรต่อ ให้ตั้งเป้าที่ท้าทายให้เป็นสองเท่า เช่น ต้องตั้งเป้าว่าจะต้องหาลูกค้า 3 คน คุณก็ตั้งไป 6 คนแทน  อย่าทำตามคนอื่น Steve Jobs เคยทำโฆษณาว่าคิดให้แตกต่างเพราะคนที่บ้าพอเท่านั้นที่คิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ และกล้าที่จะทำและอย่ากลัวความล้มเหลว เราต้องดึงศักยภาพของเราออกมาไม่ต้องสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร อันนี้คล้ายกับความคิดของ startup

มาถึงส่วนที่ 2 และ 3 ของเล่ม คือ เรื่องของ Know how 

  1. ทำตัวผ่อนคลาย รับฟังความต้องการของตัวเอง เลิกเลียนแบบคนที่ประสบความสำเร็จแล้วกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ส่วนคนที่หมกหมุ่นอยู่กับงานเยอะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ความสำเร็จเกิดขึ้นจากการทำสิ่งที่เหมาะสมในเวลาที่ถูกต้อง
  2. คำถามสำคัญ  คำถามที่เราถามตัวเองนั้นเป็นตัวกำหนดคำตอบว่าเราจะใช้ชีวิตแบบไหน คำถามที่ผู้เขียนถามคนอ่านในเล่มนี้คือ อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ ซึ่งจะทำให้สิ่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายหรือไม่จำเป็นต้องทำเลย ซึ่งเดี๋ยวจะมาขยายว่าคำถามนี้คืออะไรนะครับ คำถามที่ดีคือหนทางสู่คำตอบอันยอดเยี่ยม มันช่วยทำให้เราเห็นภาพรวม เช่นเราควรเดินไปทางไหน และตีกรอบให้แคบลง เช่น ควรทำอะไรต่อไป คำว่าภาพรวมก็คือทำให้เรารู้ว่าเรามีมุมองอย่างไรต่อชีวิต เช่น ควรทำอย่างไรกับหน้าที่การงาน หรือนำบริษัทไปทิศทางไหน อยากให้ผู้อื่นจดจำคุณในฐานะอะไร ส่วนคำถามที่ช่วยตีกรอบให้แคบลง เพื่อให้เราจดจ่ออยู่กับงานที่สำคัญที่สุด
  3. นิสัยสู่ความสำเร็จ ให้มองภาพรวมก่อนว่าจะทำด้านใด เช่น จะทำเรื่องหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว สุขภาพ การเงิน จริงๆ อันนี้คล้าย OKR ที่มีหลายด้าน คำถามที่เราอาจจะตั้งในเรื่องหน้าที่การงาน ก็คือ อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉ้นทำได้หากต้องการบรรลุเป้าหมาย อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉ้นทำได้หากต้องการพัฒนาทักษะด้าน… ถ้าด้านสุขภาพอาจจะเป็นอะไรเป็นสิ่งที่ฉ้นทำได้หากต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ เมื่อทำเข่นนี้แล้วเป้าหมายของคุณก็ชัดเจน ฝึกให้เป็นนิสัย (66 วัน) และเตืนอความจำอยู่โดยการเขียนใส่กระดาษว่าถ้าทำสิ่งเดียวไม่เสร็จห้ามหันไปทำอย่างอื่นเด็ดขาด คุณอาจจะหาแนวร่วม เช่น โดยการอธิบายให้เขาฟังว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพียงสิ่งเดียวสำหรับคุณ 
  4. การตั้งเป้าหมายให้เป็นปัจจุบัน ในเล่มนี้ใช้วิธีการตั้งจากอนาคตอันไกลโพ้นแล้วถอยลงมาถึงเป้าหมายในตอนนี้ ก็จะถามว่าอะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในอีกห้าปีข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายกันไกลโพ้น ถ้าดูจากเป้าหมายในอีกห้าปีข้างหน้าอะไรคืสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมายในอนาคตอันไกลโพ้น ถ้าดูจากเป้าหมายในปีนี้ อะไรคือสิ่งเดียวที่ฉันสามารถทำได้ในเดือนนี้ แล้วก็ย่อยไปถึงสัปดาห์นี้ วันนี้ ทำจนกระทั่งเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำในตอนนี้ 
  5. กำหนดตารางเวลา ควรกำหนดตารางเวลาสามอย่าง เช่น ตารางเวลาสำหรับวันหยุด สำหรับสิ่งเดียวของคุณ และสำหรับการวางแผน  คนที่ประสบความสำเร็จจะวางแผนวันหยุดล่วงหน้า การลาหยุดจะทำให้พักผ่อนและทำผลงานได้มากกว่าเดิม  กำหนดเวลาสำหรับสิ่งเดียวของคุณ ต้องกำหนดตตารางเวลาในตอนเช้าให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้สักสี่ชั่วโมงต่อวัน ให้เอาปฏิทินมาแล้วเขียนบล็อกเวลาสิ่งเดียวที่สำคัญ เช่น ผมบอกว่าจะเรียนซอฟแวร์ทางคณิตศาสตร์ ผมก็จะคำนวณว่าต้องใช้เวลา 1 เดือนในการเรียนด้วยตนเองและบล็อกเวลาช่วงเข้าตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ส่วนบ่ายก็จะไปทำงานที่เกี่ยวกับการจัดการ แล้วอย่าลืมบล็อกเวลาพักผ่อนหรือออกกำลังกายนะครับ เช่น ผมจะบล็อกว่าจะไป fitness สัปดาห์ละ 3 วัน  หลังจากที่เขียนตารางเสร็จ ถ้าทำเสร็จก็ขีดกากบาทออก แล้วให้ปกป้องตารางเวลาของตัวเอง 
  6. ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง อันนี้มีกฎเหล็ก 3 ข้อ คือ เอาทัศนคติคนที่มุ่งมั่นคงามเป็นเลิศมาใช้ ต้องเสาะแสงวงหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำสิ่งต่างๆ  ข้อที่สองเปลี่ยนพรสวรรค์ให้เป็นเป้าหมาย โดยการจดจ่อ หาหนทางใหม่ๆ ทำอย่างเป็นระบบ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ข้อที่สามมีความรับผิดชอบให้มี mindset ที่ว่า สู้ต่อไป หาทางแก้ปัญหา แสดงความรับผิดชอบ เสาะหาความจริง การทำผลลัพธ์ที่น่าทึ่งบางทีอาจจะต้องมีโค้ชช่วยนะครับ เช่นตอนนี้ผมก็จ้าง Trainer มาช่วยในเรื่องออกกำลังกาย ผู้เขียนบอกว่าถ้าจะทำให้ผลลัพธ์น่าทึ่งอาจจะต้องมีโค้ชช่วย
  7. เรียนรู้ที่จะตอบปฏิเสธ ไม่รับงานอื่นที่มีคนมาขอร้องให้คุณทำ ต้องหัดพูดว่าตอนนี้ฉันยังไม่ว่าง

**************