วันนี้ผมก็จะมาเล่าประสบการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายนนะครับ ผมก็ได้มีโอกาสทำ workshop ซึ่งทางมหาวิทยาลัยกับชุมชนก็เป็น Sponsor ในการทำ workshop ครั้งนี้ ก่อนทำผมก็ได้ให้นักศึกษาปริญญาโท Design and Planning ช่วย facilitate โดยใช้ Design Thinking เรื่องที่เราอยากทำก็มีสองเรื่องใหญ่ๆ คือ การสร้างแบรนด์ชุมชน และการสร้างตลาดเครือข่าย ซึ่งถามว่าทำไมเราอยากทำสองเรื่องนี้ก่อนเพราะว่า ถ้าเราพูดถึงบางกะเจ้า บางคนก็อาจจะนึกถึงการขี่จักรยาน การท่องเที่ยว Homestay ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง แต่อาจจะนึกไม่ถึงว่าบางกะเจ้าเป็นพื้นที่สีเขียวที่ในหลวงได้ทรงนั่งเครื่องบินผ่านและเห็นว่าพื้นที่นี้น่าจะเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ  ซึ่งในปัจจุบันบางกะเจ้าก็เป็นพื้นที่สีเขียวระหว่างพื้นที่ป่าผสมกับพื้นที่การเกษตร  บางกะเจ้าได้รับการพัฒนาในเรื่องของคลองลัดโพธิ์ที่ช่วยลดระยะทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแก้ปัญหาวิกฤตน้ำท่วม และมีสะพานภูมิพล 1 และ 2  ถ้าดูจากแผนที่จากภาพถ่ายก็จะเห็นเป็นรูปป่าสีเขียวเหมือนกระเพราะหมู

คราวนี้ลองมานึกว่าแบรนด์ของชุมชนคืออะไร บางคนก็อาจจะมองว่าเป็นพื้นที่สีเขียว แล้วถ้าจะให้นึกถึงการเกษตรในบางกะเจ้าจะนึกถึงอะไร  แบรนด์ถ้าเราเปรียบได้ก็เหมือนกับอัตลักษณ์ของชุมชนที่ทำให้แตกต่างจากชุมชนอื่นๆ ซึ่งในความที่เป็นพื้นที่สีเขียวและมีน้ำสามอย่าง คือ น้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม ทำให้ผลผลิตการเกษตรบางอย่างจะมีรสชาติที่ไม่เหมือนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น กล้วยก็จะมีรสชาติที่แปลก มะม่วงน้ำดอกไม้ของบางกะเจ้าจะมีความหวานมากกว่าปรกติเพราะว่าเป็นมะม่วงจากน้ำกร่อย 

ส่วนที่สองที่เราจะพูดก็คือ เรื่องของตลาดเครือข่าย เราอาจจะถามว่า ในเมื่อบางกะเจ้ามีตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ถามว่าทำไมต้องมาสร้างตลาดเครือข่ายอีกในเมื่อเขามีตลาดแล้ว คำตอบก็คือว่า การรวมตัวของพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการด้านขยะ การจราจร และอื่นๆ ซึ่งถ้าเราไม่สังเกตเราก็อาจจะไม่รู้ว่าคนที่ขายของในตลาดอาจจะไม่ใช่คนบางกะเจ้านะครับ ซึ่งก็มีพ่อค้าแม่ค้าคนกรุงเทพเอาสินค้าไปขายในตลาด ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเราทำตลาดเครือข่ายให้ชาวบ้าน เกษตรกร คนในพื้นที่บางกะเจ้าทำและสร้างเครือข่ายของการซื้อขายก็สามารถแก้ปัญหาได้หลายอย่างตามมาเลยทีเดียว

หาความต้องการของผู้ใช้ Pain point และ Challenge

เราเข้ามาสู่ Design thinking workshop กันเลยดีกว่านะครับ เราได้แบ่งกลุ่มโต๊ะออกเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มแรกก็เป็นกลุ่มตลาดเครือข่ายที่มีการทำธุรกิจแบบ B2B และ B2C ถ้าจะให้นึกถึงก็พยายามนึกถึง Alibaba กับ Lazada นะครับ กลุ่มที่สามก็จะเป็นกลุ่มสร้างแบรนด์ ซึ่งเราก็ให้นักศึกษาทำในเรื่องของโลโก้ มาสก๊อต และ โทนสี ช่วงเช้าเราก็ให้นักศึกษาเก็บ User requirement โดยการให้ผู้เข้าร่วมเขียน Pain point สิ่งท้าทาย หรือความต้องการบน Post it notes เราก็พบว่าปัญหาที่คนประกอบธุรกิจบางกะเจ้าเจอ คือ เรื่อง workforce หรือแรงงาน เพราะลูกหลานบางกะเจ้าเข้าไปทำงานในกรุงเทพกันหมดทำให้ไม่มีแรงงานช่วยคนในพื้นที่บางกะเจ้า ส่วนเรื่องที่สองที่เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ก็คือ เรื่องของการผลิตและมาตรฐาน บางทีชาวเกษตรกรไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าควรจะผลิตให้ได้ปริมาณแบบ Mass production เพราะยังกะเกณฑ์การผลิตไม่ได้เนื่องจากความไม่แน่นอนของการสั่งสินค้าหรือบริการ  อันนี้ก็ตรงกับที่เราไปสำรวจภาคสนามมาเหมือนกัน เช่น ลุงที่ทำผัดไทไม่รู้ว่าจะเตรียมวัสดุอย่างไรเพราะ ช่วงที่มีงานก็สามารถทำได้ แต่เขาไม่ได้ทำทุกวันจึงกะเกณฑ์วัตถุดิบลำบาก ส่วนอื่นๆ ก็เป็นปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนรู้จัก เช่น ในกลุ่มป่าเกดก็จะมีการบริหารนวดฝ่าเท้าสมุนไพร และเป็นศูนย์เรียนรู้ในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ตะไคร้ไล่ยุง ผ้ามัดย้อมสีธรรมขาติ  อีกส่วนก็เป็นเรื่องของความร่วมมือในชุมขนบางกะเจ้า

ทำต้นแบบ App ร่วมกับชุมชน แล้วหลังจากนั้นทำ Prototype ด้วย App

หลังจากนักศึกษาก็เริ่มทำ Persona เพื่อหาเป้าหมายลูกค้า เราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของเดิมจะเป็นกลุ่มคน Generation X เสียมาก ส่วนคน Generation Y ยังไม่มีมาก  หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำ User experience journey ซึ่งก็เน้นเรื่องประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนเข้าไปใช้สินค้าหรือบริการของบางกะเจ้า ทั้งสองกลุ่มก็ได้ทำร่วมกับชุมชนและได้สร้าง app ในการทำ app นักศึกษาได้ออกแบบโดยที่กลุ่ม B2B ก็อยากจะใช้ platform เดิมที่มีอยู่เพราะสะดวกต่อการติดต่อระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการในชุมชนบางกะเจ้า ส่วน B2B ก็ได้เสนอ app ที่ทำให้เกิดตลาดเครือข่ายแลกเปลี่ยนซื้อวัสดุกันทำให้สามารถดำเนินธุรกิจได้สะดวก อีกทั้งยังคิดถึงการใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยในการรับรองสินค้าให้เป็น Organics

ให้ผู้ใช้เลือกคียเวิร์ดและอธิบายความหมาย

ในด้านของแบรด์ชุมชน นักศึกษาก็ได้ใช้ Keyword เขียนบนกระดาษและปะบนไม้ไอติมและถามผู้นำชุมชนบางกะเจ้า แล้วก็พบว่าแบรนด์ของบางกะเจ้าควรสู่ถึงเรื่อง ความเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นก็ให้ชุมชนในตำบลต่างๆ วาดสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนบนกระดาษลอกลาย แล้วเราก็เอากระดาษลอกลายนั้นมาทับซ้อนกันเพื่อหาเอกลักษณ์ เราพบว่า สีที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาวาดนั้นก็จะมีสีส้ม สีฟ้า และสีเขียว สีส้มสื่อถึงมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ขึ้นชื่อของคุ้งบางกะเจ้า ส่วนสีฟ้าแสดงถึงแม่น้ำเจ้าพระยาที่รายล้อมรอบพื้นที่บางกะเจ้า และสีเขียวหมายถึงธรรมชาติ การเป็นปอดของคนกรุงเทพ นักศึกษาได้เริ่มออกแบบมาสกอต ซึ่งเลือกใช้ตัวมะม่วง และตัวหิ่งห้อย ซึ่งปรากฎว่า ชุมชนชาวบางกะเจ้าได้โหวตเลือกตัวมะม่วงมากกว่าตัวหิ่งห้อย เราอาจจะนึกได้ว่าเมื่อนึกถึงหิ่งห้อยจะนึกถึงอัมพวา ส่วนที่นักศึกษาออกแบบมาแล้วน่าสนใจคือเรื่องของการรวมตัวกันของคน Gen ใหม่และคน Gen เก่าที่ปรากฎในโลโก้ อันนี้น่าจะเป็นประเด็นอย่างมากเพราะคนที่จะช่วยรักษาพื้นที่ป่าหรือเกษตรได้ดีคือคนรุ่นเก่า แต่คนรุ่นใหม่อาจจะต้องมาช่วยพ่อแม่พี่น้องของตนเองในเรื่องของการบริหารจัดการ การคิดนวัตกรรมใหม่ๆให้กับธุรกิจ 

นักศึกษานำเสนองานที่เป็นแบรนด์และโลโก้ มาสกอตของบางกะเจ้า

ในช่วงท้ายเราก็ให้นักศึกษานำเสนอ ซึ่งเราได้เสียง feedback ที่ดีมาจากคนในชุมชนบางกะเจ้า มีคนหนึ่งบอกว่าเขาเสียเวลาค้าขายไปหนึ่งวันเพราะมาเข้า workshop นี้ แต่เขารู้สึกคุ้มค่าที่ได้เห็นผลลัพธ์ของนักศึกษาที่ได้ช่วยออกแบบ ผมลืมบอกไปว่านักศึกษาของปริญญาโทนี่เป็นนักศึกษาผสมระหว่างไทยกับต่างชาติ เช่น เรามีนักศึกษาจากญี่ปุ่น เซอร์เบีย ปากีสถาน ฟิลลิปินส์ อิหร่าน มารวมกันทำให้ workshop นี้ดู International เลยทีเดียว เราเลยต้องมีล่ามสองภาษาตอนทำ workshop ครั้งนี้ 

ถ่ายรูปร่วมกันหลังจบ Workshop

ครับผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถสร้างต่อยอดโดยการสร้าง platform ด้านดิจิทัลและสร้างอัตลักษณ์ของบางกะเจ้าได้ เราก็มีความหวังและความเชื่อที่ว่า เราสามารถที่จะรักษาเศรษฐกิจในบางกะเจ้าได้ ซึ่งก็จะไม่ละทิ้งเรื่องของการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่บางกะเจ้ามี อันนี้ก็จะตรงตามสิ่งที่ในหลวงในพระราชธานเป็นวิสัยทัศน์ที่ไกลพอสมควร เรารู้ว่าเรามีปัญหาจากการขยะ น้ำท่วม โลกร้อน สิ่งพวกนี้ต้องการคนเข้ามาข่วยแก้ไขอีกมากมายนะครับ และหวังว่าทุกท่านก็มีส่วนร่วมในการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น วันนี้ก็ขอจบเรื่องการทำ workshop ด้วยการใช้ design thinking กับชุมชนคุ้งบางกะเจ้านะครับ ขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยกับชุมชนที่ทำให้เรามีโอกาสทำงานพื้นที่ และสปอนเซอร์ในเรื่องของอาหารและวัสดุในการทำ workshop ด้วยครับ ขอบคุณจิน พี่เต้อ ชุมชนชาวบางกะเจ้าที่สละเวลามาร่วมงาน