วันนี้ก็จะมารีวิวหนังสือ ชื่อ Read it, Get it and never forget it. เขียนโดย Mark Tigerchelaar เขาอธิบายเทคนิค How to ต่างๆ ที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้เร็วและจำง่าย มีทริปข้อแนะนำมากมาย เช่น ถ้าอ่านจากหน้าจอ Tablet หรือคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพการอ่านจะลด 30% เพราะแสงจากจอทำให้สายตาล้า หรืออ่านจาก Kindle ก็อาจจะจำไม่ได้ว่าส่วนสำคัญของหน้าอยู่ตรงไหน

สาเหตุที่ผมเอาเรื่องนี้มารีวิวเพราะว่าบางส่วนก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความจำที่เรานำไปใช้กับการงานในหน้าที่  ผู้เขียนแนะนำวิธีการที่เรียกว่า UseClark ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ 8 หลักการ

หลักการข้อที่ 1 คือ การจำหรือการอ่านเป็นเรื่องของวิธีการล้วนๆ ถ้าพูดถึงเรื่องในแนวทางประสาทวิทยาหรือทางสมองที่เรามักจะเชื่อกันว่า ยิ่งแก่ยิ่งขึ้หลงขี้ลืม หรือเริ่มอ่านหนังสือช้า แต่จริงๆ มันอยู่ที่เทคนิคหรือวิธีการ ปกติเราจะมีความจำสองประเภท คือ ความจำระยะสั้น ความจำระยะยาว ความจำระยะสั้นหลังๆ ก็จะเปลี่ยนเป็น Working memory แทน เช่น เราจำตัวเลขโทรศัทพ์ไม่ได้เกิน 7+- 2 ถ้าจะจำให้มากขึ้นมันก็เป็นเรื่องลำบาก บางทีเราก็อาจจะลืมได้  ในเล่มนี้เขาท้าให้เราจำคำ 30 คำ แล้วดูว่าเราจะจำได้กี่คำ ตอนนี้คุณก็จะอุทานว่าเป็นไปได้ไงที่จะจำคำทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเทคนิคช่วยล้วนๆ

หลักการข้อที่ 2 อุดช่องว่าง สมองของเราคิดเร็วกว่าที่เราอ่านหรือพูด เพราะฉะนั้น ความคิดของคุณจะฟุ้งซ่าน และคุณซึมซับข้อมูลได้ไม่ดี เราสามารถเพิ่มระดับสมาธิได้ด้วยการอุดช่องว่าง โดยซึมซับข้อมูลให้เร็วขึ้น ปกติสมองเราจะมีอัตราการประมวลผลข้อมูลที่ 800-1,400 คำต่อนาที ส่วนอัตราการอ่านหนังสือของเราคือ 200 คำต่อนาที พูดง่ายๆคือระหว่างอ่านคุณจะมีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น

ดังนั้นวิธีแก้คือ ต้องอ่านด้วยอัตรา 300-500 คำต่อนาที แต่ก็ต้องระวังถ้าอ่านเร็วไปก็จำไม่ได้ ดังนั้นผุ้เขียนแนะนำว่าให้คุณอ่านแบบเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปเร็วๆได้  แล้วเราจะควบคุมการอ่านได้อย่างไร ปกติถ้าสายตาเราอ่านไปข้างหน้าอย่างเดียวคุณก็จะอ่านได้เร็ว แต่ถ้าอ่านย้อนไปย้อนมาเพราะไม่เข้าใจก็จะช้า ถ้าเราปล่อยให้สายตาเราอ่านแบบอิสระมันก็จะไร้ทิศทางและแบบแผน ผู้เขียนเลยแนะนำให้เราเอานิ้วหรือปากกาไล่ตอนที่อ่าน เช่นเดียวกับการพูด ถ้าคุณนำเสนอแล้วปรากฎว่าคนเริ่มจะง่วง ดังนั้นคุณต้องพูดให้เร็วขึ้น

หลักกการข้อที่ 3 ทำงานทีละอย่าง การทำงานสลับไปมาจะทำให้ลดลง 30% ถ้าไม่เชื่อคุณลองทานข้าวแล้วก็เล่นมือถือไปด้วย จะสังเกตได้ว่าคุณจะทานข้าวได้ช้าลง เคล็ดลับของการอ่านหนังสือก็เหมือนกัน แทนที่คุณอ่านแล้วก็จด อ่านอีกก็จดอีก จะทำให้คุณเสียเวลา  ยิ่งจดในที่ประชุมยิ่งลืมให้จดหลังประชุมเอาเฉพาะประเด็นคุณควรอ่านแบบบล็อก. ผนวกกับการซึมซับด้วยความเข้าใจ เช่น อ่านบล็อกหนึ่งประมาณสิบหน้าแล้วค่อยสรุป 

หลักการที่ 4 ต่อจุด การจำข้อมูลที่ไม่มีความหมายหรือแยกส่วนอยู่เดี่ยวๆ เป็นเรื่องยากมากเพราะสมองเราไม่ได้สร้างมาเพื่อทำอย่างนั้น สมองมีแนวโน้มตามธรรมชาติในการเชื่อมโยงข้อมูล ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยการโยงเข้ากับความรู้เดิม ด้วยการมองภาพรวมก่อนที่จะพุ่งตรงไปข้อเท็จจริงแต่ละส่วน ยกตัวอย่างเช่น บางคนอ่านนวนิยายจากด้านหลังเพื่อหาดูข้อสรุปก่อนแล้วย้อนกลับมาอ่านบทที่ 1 คนที่อ่านนวนิยายทีละหน้าจะใช้เวลาเกือบ 30 % สู้คนที่อ่านภาพรวมไม่ได้ 

อีกวิธีหนึ่งคือการจัดโครงสร้างข้อมูล เทคนิคการจำชื่อคุณก็ให้คุณเชื่อมโยงข้อมูลกับสภาพแวดล้อมในห้องคุณก็ได้ เช่น ถ้ามีคนชื่อ นก พิม นิด ต้อย คุณก็อาจจะใช้เทคนิค mapping ชื่อบนวัตถุต่างๆ บนห้อง เช่น นกอยู่ใกล้หน้าต่าง พิมอยู่บนโต๊ะ นิดอยู่ใต้โต๊ะ ต้อยอยู่บนโซฟา เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจำชื่อคนได้ง่าย อีกวิธีคือการใช้แผนที่ความคิดในการจัดโครงสร้างข้อมูลหรือ Mind mapping 

หลักการที่ 5 ใช้สมองเยอะๆ การบันทึกข้อมูลแบบเรื่อยเปื่อยทำให้เสียเวลาและเกิดผลน้อยมาก ลองทบทวนข้อมูลที่คุณเจออย่างกระตือรือร้น เช่น คุณพยายามดึงข้อมูลในสมองออกมา อย่าพยายามอ่านซ้ำ Retrieve memory ในระหว่างอ่านเนื้อหาอย่าลืมตั้งคำถามเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ และบันทึกสิ่งที่คุณรู้แล้วหลังอ่านจบ

หลักการที่ 6 ใช้ภาพ เราเก็บภาพในหน่วยความจำได้ดีเป็นพิเศษ ถ้าเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นภาพ คุณจำจะได้ง่าย มันยังช่วยให้เราเรียกความจำในสมองคุณกลับมาใช้งานได้ดีขึ้น ได้มีการวิจัยที่เอาภาพ 3000 ภาพ แล้วให้เขาดูภาพ 200 คู่ ปรากฎว่าคนถูกทดลองสามารถจำได้ 96%  การเปลี่ยนข้อมูลเป็นภาพอาจจะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ เช่น ตัวเลข 2 เหมือนหงส์ ตัวเลข 8 เหมือนมนุษย์หิมะ

หลักการที่ 7 ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรามักคิดว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่เกี่ยวอะไรกับความจำ แต่จริงๆ ความคิดสร้างสรรค์ก็คือ กาวที่ทำให้ข้อมูลฝังแน่นอยู่บนความจำของคุณ เช่น ถ้าเมืองหลวงของมิสสิซิปี้คือ แจ๊คสัน คุณก็อาจจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ว่า ไมเคิลแจ๊คสันว่ายน้ำในมิสสิซิปี้ การเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องคิดอยู่ตอนช่วงเช้าเสมอไป คุณอาจจะเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเดิน การเดินช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ถึง 60% เช่นเดียวกับเวลาเรา brainstorm ให้ยืนเขียนบนกระดานแทนการนั่งระดมสมองกัน

หลักการที่ 8 อย่าเรียนรู้มากเกินไป หลักการนี้ไม่ได้สอนให้เราขี้เกียจนะครับ อย่าเข้าใจผิด 

นักเรียนส่วนใหญ่เชื่อว่าถ้าใช้เวลาอ่านหนังสือมากพอ สุดท้ายจะได้คะแนนดี เช่นเดียวกันการทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมง มักจะไม่ใช่เครื่องชี้ถึงความรับผิดชอบแต่ชี้ถึงความไร้ประสิทธิภาพ จากการวิจัยพบว่าถ้าอ่านหนังสือนานเกิน 60 นาทีโดยไม่พัก ระดับความเข้าใจคุณจะลดลงถึง 37% เทคนิคคือให้กระจายการเรียนรู้ออกเป็นบล็อกๆ เช่น แบ่งเนื้อหาการอ่านเป็น 30 นาที จำนวนสี่บล็อกมีการพักระกหว่างบล็อก ท้ายสุดให้มีการทบทวนซ้ำจากหน่วยความจำระยะยาว


สรุป 8 หลักการดังนี้ คือ

  1. การจำหรือการอ่านเป็นเรื่องของวิธีการล้วนๆ 
  2. อุดช่องว่าง ซึมซับข้อมูลให้เร็วขึ้น เช่นฝึกเทคนิคการอ่านเร็ว
  3. ทำงานทีละอย่าง ไม่ทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ไม่จดขณะประชุม ให้จดหลังประชุม 
  4. ต่อจุด เชื่อมโยงความรู้เก่าและใหม่เข้าด้วยกัน
  5. ใช้สมองเยอะๆ ให้ทบทวนความรู้ดีงความรู้จากสมองออกมา
  6. ใช้ภาพในการเก็บบันทึกข้อมูล
  7. ใช้ความคิดสร้างสรรค์เหมือนกาวที่ทำให้ความจำฝังแน่
  8. อย่าเรียนรู้มากเกินไป ให้แบ่งการอ่านออกเป็นบล็อกๆ แล้วก็มีการพัก